วันศุกร์ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2553
วันจันทร์ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2553
หลักสูตรระบาดวิทยา
กระทรวงสาธารณสุข ได้ปรับเปลี่ยนโครงสร้างการดำเนินงานด้านการป้องกันและควบคุมโรคทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ส่งผลต่อการกำหนดบุคลากรที่ดำเนินงานด้านระบาดวิทยา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในศูนย์วิชาการที่ตั้งอยู่ในส่วนภูมิภาค ได้แก่ สำนักงานป้องกันควบคุมโรคทั้ง 12 เขต ซี่งเป็นผู้ประสานงาน ให้ข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะทางวิชาการแก่ผู้ปฏิบัติงานของหน่วยงานสาธารณสุขในระดับต่างๆ ของจังหวัด
จากประสบการณ์การระบาดของโรคซาร์สในทวีปเอเซีย ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2545 เป็นต้นมา ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างแก่การสาธารณสุขของประเทศต่างๆ หลายประเทศ ประเทศไทยได้มีการเริ่มดำเนินการทางระบาดวิทยาทันที ตั้งแต่
่วันที่ 11 มีนาคม 2546 เมื่อได้รับรายงานผู้ป่วยซาร์สรายแรกที่เดินทางจากเวียตนามถึงกรุงเทพมหานคร โดยได้มี
ีการดำเนินการที่สำคัญในด้าน 4 ด้านคือ 1) การเฝ้าระวังและการสอบสวนโรคทางระบาดวิทยา 2) การควบคุมโรคในด้านสาธารณสุข 3) การควบคุมโรคในโรงพยาบาล และ 4) การตรวจทางห้องปฏิบัติการ โดยขยายขอบเขตการดำเนินการออกไป
ทั่วประเทศ
นอกจากภาวะคุกคามที่สำคัญที่เป็นโรคติดต่อแล้ว ในปัจจุบันภาวะปัญหาทางสาธารณสุขของไทยได้เริ่มมีปัญหาโรคไม่ติดต่อ โรคจากการประกอบอาชีพ และโรคจากสิ่งแวดล้อมเข้ามาเป็นปัญหาที่สำคัญ ดังจะเห็นได้จากภาระโรคของโรคไม่ติดต่อต่างๆ เช่น โรคหลอดเลือดหัวใจและสมอง โรคเบาหวาน ภาวะความดันโลหิตสูง ที่สูงในระดับต้นๆ ของปัญหาสาธารณสุขของคนไทย ปัญหาที่เกิดจากการรั่วไหลของกัมมันตรังสี (เช่น ปัญหาการรั่วไหลของโคบอลล์) ปัญหาการปนเปื้อนของโลหะหนักในสถานที่
ี่ทำงานหรือสภาพแวดล้อม (เช่น ปัญหาการปนเปื้อนของตะกั่วในโรงงาน ปัญหาสารหนู และปัญหาการปนเปื้อนของแคดเมี่ยม เป็นต้น) ซึ่งก่อให้เกิดปัญหาต่อสุขภาพของคนไทยได้รุนแรงเช่นกัน
ในการที่จะดำเนินงานควบคุมป้องกันปัญหาต่างๆ ให้ได้ผล เจ้าหน้าที่ของสำนักงานป้องกันควบคุมโรค จะต้องมีความรู้และทักษะทางระบาดวิทยาภาคสนามเป็นอย่างดี การเพิ่มพูนความรู้และทักษะทางระบาดวิทยาภาคสนามแก่เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบงานด้านการป้องกันควบคุมโรคในสำนักงานป้องกันควบคุมโรค จะทำให้การดำเนินงานระบาดวิทยาในส่วนภูมิภาคมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และเกิดประโยชน์ต่อการป้องกันและควบคุมปัญหาการระบาดของโรคและภัยต่างๆ รวมถึงการวางแผนงานสาธารณสุขเพื่อการแก้ไขปัญหา
กรมควบคุมโรค และมูลนิธิสุชาติ เจตนเสน เล็งเห็นความสำคัญดังกล่าว จึงได้จัดทำโครงการฝึกอบรมหลักสูตรระบาดวิทยาประยุกต์เพื่อการป้องกันควบคุมโรคขึ้น 2 หลักสูตร ได้แก่ หลักสูตรระบาดวิทยาประยุกต์เพื่อการป้องกันควบคุมโรค และโครงการฝึกอบรมระบาดวิทยาประยุกต์สำหรับการดำเนินงานป้องกันควบคุมโรคไม่ติดต่อและโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนาศักยภาพของบุคลากรของสำนักงานป้องกันควบคุมโรคเขต ทั้ง 12 เขต ในด้านระบาดวิทยา การป้องกันและควบคุมโรค
การอบรมหลักสูตรระบาดวิทยาประยุกต์เพื่อการป้องกันควบคุมโรค สัปดาห์ที่ 1
วันที่
08:30 - 10:00 10:30 - 12:00
14:00 - 15:30 16:00 - 17:30
อาทิตย์ (1) ปฐมนิเทศ (2) Pre-test
จันทร์ (3) พิธีเปิด (4) ระบาดวิทยาและ
การป้องกันโรค (5) บทนำทางด้าน
ระบาดวิทยา (6) การวัดการเกิดโรค
อังคาร (7) ชีวสถิติเบื้องต้น (8) ระบาดวิทยา
เชิงพรรณนา (9) หลักการ Monitoring and evaluation
พุธ (10) การเฝ้าระวัง
ทางระบาดวิทยา (11) การเฝ้าระวังโดย
การสำรวจ (12) Sentinel surveillance (13) การประเมิน
สถานการณ์และการ
ลำดับความสำคัญ
ปัญหาสาธารณสุข
พฤหัส (14) การประเมินระบบเฝ้าระวัง (15) data presentation (16) Oral presentation
ศุกร์ (17) การเขียนรายงาน (18) สรุปบทเรียนการ
ระบาดของโรคซาร์ส
ในทวีป เอเชีย (19) การมอบหมายงาน
และการประชุมระหว่าง
ผู้เข้ารับการอบรมและ
คณาจารย์ที่ปรึกษา
การอบรมหลักสูตรระบาดวิทยาประยุกต์เพื่อการป้องกันควบคุมโรค สัปดาห์ที่ 2
วันที่
08:30 - 10:00 10:30 - 12:00
14:00 - 15:30 16:00 - 17:30
อาทิตย์ (21) ทบทวนบทเรียน (22) Questionnaires Design
จันทร์ (23) ระบาดวิทยา
เชิงวิเคราะห์ (24) Bias and Confounding (25) การสอบสวนโรค: แนวคิด หลักการ ข้อควรระวัง
อังคาร (26) Problem Exercise: การสอบสวนปัญหา
โรคติดเชื้อ (26) Problem Exercise: การสอบสวนปัญหา
โรคติดเชื้อ
พุธ (27) การฝึกปฏิบัติวิเคราะห์ข้อมูล
และการเลือกใช้สถิติ (27) การฝึกปฏิบัติวิเคราะห์ข้อมูล
และการเลือกใช้สถิติ
พฤหัส (28) วิธีการควบคุมสถานการณ์การระบาด (29) การวางแผนกลยุทธเพื่อป้องกัน
และควบคุมโรค
ศุกร์ (29) การวางแผนกลยุทธเพื่อป้องกัน
และควบคุมโรค (29) การวางแผนกลยุทธเพื่อป้องกัน
และควบคุมโรค
การฝึกอบรมระบาดวิทยาประยุกต์สำหรับการดำเนินงานป้องกันควบคุมโรคไม่ติดต่อ
และโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม สัปดาห์ที่ 1
วันที่
08:30 - 10:00 10:30 - 12:00
14:00 - 15:30 16:00 - 17:30
อาทิตย์ (1) ปฐมนิเทศ (2) Pre-test
จันทร์ (3) พิธีเปิด (4) บทนำทางด้าน
ระบาดวิทยา (5) ระบาดวิทยา
เชิงพรรณนา (6) ธรรมชาติ
การเกิดโรค
อังคาร (7) ชีวสถิติเบื้องต้น (8) การวัดการเกิดโรค (8) การวัดการ
เกิดโรค:แบบฝึกหัด
พุธ (9) Health Information system (10) ฐานข้อมูล
โรคจากการ
ประกอบ
อาชีพ และ
สิ่งแวดล้อม (11) การเฝ้าระวัง
ทางระบาดวิทยา
(12) การสำรวจ และการเฝ้าระวังโดยการสำรวจ
พฤหัส (13) การประเมินระบบเฝ้าระวัง (14) แบบฝึกหัด การเฝ้าระวังโรคไม่ติดต่อ
และการเฝ้าระวังโรคจากการประกอบ
อาชีพและสิ่งแวดล้อม
ศุกร์ (15) Data presentation (16) Oral Presentation (17) การเขียนรายงาน
การฝึกอบรมระบาดวิทยาประยุกต์สำหรับการดำเนินงานป้องกันควบคุมโรคไม่ติดต่อ
และโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม สัปดาห์ที่ 2
วันที่
08:30 - 10:00 10:30 - 12:00
14:00 - 15:30 16:00 - 17:30
อาทิตย์ (21) การฝึกปฏิบัติวิเคราะห์ข้อมูล และการเลือกใช้สถิติ (21) การฝึกปฏิบัติวิเคราะห์ข้อมูล และการเลือกใช้สถิติ
จันทร์ (22) ระบาดวิทยา
เชิงวิเคราะห์ (23) Bias and Confounding (24) Problem Exercise: Cohort study
อังคาร (25) Exposure assessment (26) Risk assessment (27) Problem Exercise: Case-control study
พุธ (28) การสอบสวนโรค: แนวคิด หลักการ ข้อควรระวัง (29) กลยุทธ์ในการป้องกันและควบคุมโรคไม่ติดต่อ และโรคจากการประกอบอาชีพ และสิ่งแวดล้อม
พฤหัส (30) การวางแผนกลยุทธ์เพื่อป้องกันและควบคุมโรค (31) Problem Exercise: กลยุทธ์ในการป้องกันและควบคุมโรคไม่ติดต่อ และโรคจากการประกอบอาชีพ และสิ่งแวดล้อม
ศุกร์ (30) การวางแผนกลยุทธ์เพื่อป้องกันและควบคุมโรค (30) การวางแผนกลยุทธเพื่อป้องกันและควบคุมโรค
จากประสบการณ์การระบาดของโรคซาร์สในทวีปเอเซีย ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2545 เป็นต้นมา ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างแก่การสาธารณสุขของประเทศต่างๆ หลายประเทศ ประเทศไทยได้มีการเริ่มดำเนินการทางระบาดวิทยาทันที ตั้งแต่
่วันที่ 11 มีนาคม 2546 เมื่อได้รับรายงานผู้ป่วยซาร์สรายแรกที่เดินทางจากเวียตนามถึงกรุงเทพมหานคร โดยได้มี
ีการดำเนินการที่สำคัญในด้าน 4 ด้านคือ 1) การเฝ้าระวังและการสอบสวนโรคทางระบาดวิทยา 2) การควบคุมโรคในด้านสาธารณสุข 3) การควบคุมโรคในโรงพยาบาล และ 4) การตรวจทางห้องปฏิบัติการ โดยขยายขอบเขตการดำเนินการออกไป
ทั่วประเทศ
นอกจากภาวะคุกคามที่สำคัญที่เป็นโรคติดต่อแล้ว ในปัจจุบันภาวะปัญหาทางสาธารณสุขของไทยได้เริ่มมีปัญหาโรคไม่ติดต่อ โรคจากการประกอบอาชีพ และโรคจากสิ่งแวดล้อมเข้ามาเป็นปัญหาที่สำคัญ ดังจะเห็นได้จากภาระโรคของโรคไม่ติดต่อต่างๆ เช่น โรคหลอดเลือดหัวใจและสมอง โรคเบาหวาน ภาวะความดันโลหิตสูง ที่สูงในระดับต้นๆ ของปัญหาสาธารณสุขของคนไทย ปัญหาที่เกิดจากการรั่วไหลของกัมมันตรังสี (เช่น ปัญหาการรั่วไหลของโคบอลล์) ปัญหาการปนเปื้อนของโลหะหนักในสถานที่
ี่ทำงานหรือสภาพแวดล้อม (เช่น ปัญหาการปนเปื้อนของตะกั่วในโรงงาน ปัญหาสารหนู และปัญหาการปนเปื้อนของแคดเมี่ยม เป็นต้น) ซึ่งก่อให้เกิดปัญหาต่อสุขภาพของคนไทยได้รุนแรงเช่นกัน
ในการที่จะดำเนินงานควบคุมป้องกันปัญหาต่างๆ ให้ได้ผล เจ้าหน้าที่ของสำนักงานป้องกันควบคุมโรค จะต้องมีความรู้และทักษะทางระบาดวิทยาภาคสนามเป็นอย่างดี การเพิ่มพูนความรู้และทักษะทางระบาดวิทยาภาคสนามแก่เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบงานด้านการป้องกันควบคุมโรคในสำนักงานป้องกันควบคุมโรค จะทำให้การดำเนินงานระบาดวิทยาในส่วนภูมิภาคมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และเกิดประโยชน์ต่อการป้องกันและควบคุมปัญหาการระบาดของโรคและภัยต่างๆ รวมถึงการวางแผนงานสาธารณสุขเพื่อการแก้ไขปัญหา
กรมควบคุมโรค และมูลนิธิสุชาติ เจตนเสน เล็งเห็นความสำคัญดังกล่าว จึงได้จัดทำโครงการฝึกอบรมหลักสูตรระบาดวิทยาประยุกต์เพื่อการป้องกันควบคุมโรคขึ้น 2 หลักสูตร ได้แก่ หลักสูตรระบาดวิทยาประยุกต์เพื่อการป้องกันควบคุมโรค และโครงการฝึกอบรมระบาดวิทยาประยุกต์สำหรับการดำเนินงานป้องกันควบคุมโรคไม่ติดต่อและโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนาศักยภาพของบุคลากรของสำนักงานป้องกันควบคุมโรคเขต ทั้ง 12 เขต ในด้านระบาดวิทยา การป้องกันและควบคุมโรค
การอบรมหลักสูตรระบาดวิทยาประยุกต์เพื่อการป้องกันควบคุมโรค สัปดาห์ที่ 1
วันที่
08:30 - 10:00 10:30 - 12:00
14:00 - 15:30 16:00 - 17:30
อาทิตย์ (1) ปฐมนิเทศ (2) Pre-test
จันทร์ (3) พิธีเปิด (4) ระบาดวิทยาและ
การป้องกันโรค (5) บทนำทางด้าน
ระบาดวิทยา (6) การวัดการเกิดโรค
อังคาร (7) ชีวสถิติเบื้องต้น (8) ระบาดวิทยา
เชิงพรรณนา (9) หลักการ Monitoring and evaluation
พุธ (10) การเฝ้าระวัง
ทางระบาดวิทยา (11) การเฝ้าระวังโดย
การสำรวจ (12) Sentinel surveillance (13) การประเมิน
สถานการณ์และการ
ลำดับความสำคัญ
ปัญหาสาธารณสุข
พฤหัส (14) การประเมินระบบเฝ้าระวัง (15) data presentation (16) Oral presentation
ศุกร์ (17) การเขียนรายงาน (18) สรุปบทเรียนการ
ระบาดของโรคซาร์ส
ในทวีป เอเชีย (19) การมอบหมายงาน
และการประชุมระหว่าง
ผู้เข้ารับการอบรมและ
คณาจารย์ที่ปรึกษา
การอบรมหลักสูตรระบาดวิทยาประยุกต์เพื่อการป้องกันควบคุมโรค สัปดาห์ที่ 2
วันที่
08:30 - 10:00 10:30 - 12:00
14:00 - 15:30 16:00 - 17:30
อาทิตย์ (21) ทบทวนบทเรียน (22) Questionnaires Design
จันทร์ (23) ระบาดวิทยา
เชิงวิเคราะห์ (24) Bias and Confounding (25) การสอบสวนโรค: แนวคิด หลักการ ข้อควรระวัง
อังคาร (26) Problem Exercise: การสอบสวนปัญหา
โรคติดเชื้อ (26) Problem Exercise: การสอบสวนปัญหา
โรคติดเชื้อ
พุธ (27) การฝึกปฏิบัติวิเคราะห์ข้อมูล
และการเลือกใช้สถิติ (27) การฝึกปฏิบัติวิเคราะห์ข้อมูล
และการเลือกใช้สถิติ
พฤหัส (28) วิธีการควบคุมสถานการณ์การระบาด (29) การวางแผนกลยุทธเพื่อป้องกัน
และควบคุมโรค
ศุกร์ (29) การวางแผนกลยุทธเพื่อป้องกัน
และควบคุมโรค (29) การวางแผนกลยุทธเพื่อป้องกัน
และควบคุมโรค
การฝึกอบรมระบาดวิทยาประยุกต์สำหรับการดำเนินงานป้องกันควบคุมโรคไม่ติดต่อ
และโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม สัปดาห์ที่ 1
วันที่
08:30 - 10:00 10:30 - 12:00
14:00 - 15:30 16:00 - 17:30
อาทิตย์ (1) ปฐมนิเทศ (2) Pre-test
จันทร์ (3) พิธีเปิด (4) บทนำทางด้าน
ระบาดวิทยา (5) ระบาดวิทยา
เชิงพรรณนา (6) ธรรมชาติ
การเกิดโรค
อังคาร (7) ชีวสถิติเบื้องต้น (8) การวัดการเกิดโรค (8) การวัดการ
เกิดโรค:แบบฝึกหัด
พุธ (9) Health Information system (10) ฐานข้อมูล
โรคจากการ
ประกอบ
อาชีพ และ
สิ่งแวดล้อม (11) การเฝ้าระวัง
ทางระบาดวิทยา
(12) การสำรวจ และการเฝ้าระวังโดยการสำรวจ
พฤหัส (13) การประเมินระบบเฝ้าระวัง (14) แบบฝึกหัด การเฝ้าระวังโรคไม่ติดต่อ
และการเฝ้าระวังโรคจากการประกอบ
อาชีพและสิ่งแวดล้อม
ศุกร์ (15) Data presentation (16) Oral Presentation (17) การเขียนรายงาน
การฝึกอบรมระบาดวิทยาประยุกต์สำหรับการดำเนินงานป้องกันควบคุมโรคไม่ติดต่อ
และโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม สัปดาห์ที่ 2
วันที่
08:30 - 10:00 10:30 - 12:00
14:00 - 15:30 16:00 - 17:30
อาทิตย์ (21) การฝึกปฏิบัติวิเคราะห์ข้อมูล และการเลือกใช้สถิติ (21) การฝึกปฏิบัติวิเคราะห์ข้อมูล และการเลือกใช้สถิติ
จันทร์ (22) ระบาดวิทยา
เชิงวิเคราะห์ (23) Bias and Confounding (24) Problem Exercise: Cohort study
อังคาร (25) Exposure assessment (26) Risk assessment (27) Problem Exercise: Case-control study
พุธ (28) การสอบสวนโรค: แนวคิด หลักการ ข้อควรระวัง (29) กลยุทธ์ในการป้องกันและควบคุมโรคไม่ติดต่อ และโรคจากการประกอบอาชีพ และสิ่งแวดล้อม
พฤหัส (30) การวางแผนกลยุทธ์เพื่อป้องกันและควบคุมโรค (31) Problem Exercise: กลยุทธ์ในการป้องกันและควบคุมโรคไม่ติดต่อ และโรคจากการประกอบอาชีพ และสิ่งแวดล้อม
ศุกร์ (30) การวางแผนกลยุทธ์เพื่อป้องกันและควบคุมโรค (30) การวางแผนกลยุทธเพื่อป้องกันและควบคุมโรค
สุขบัญญัติ
ความหมายของสุขบัญญัติ
--------------------------------------------------------------------------------
สุขบัญญัติ คือ ข้อกำหนดที่เด็กและเยาวชน ตลอดจนประชาชนทั่วไปพึงปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอจนเป็นสุขนิสัยเพื่อ
ให้มีสุขภาพดีทั้งร่างกาย จิตใจ และสังคม ดังนั้นการส่งเสริม สุขบัญญัติแห่งชาติจึงเป็นกลวิธีหนึ่ง
ในการสร้างเสริมและปลูกฝังพฤติกรรมสุขภาพที่พึงประสงค์ เพื่อให้เด็กเยาวชน
และประชาชนปฏิบัติเพื่อนำไปสู่การมีสุขภาพดี
สุขบัญญัติแห่งชาติ ๑๐ ประการ มีสาระสำคัญดังนี้
๑. ดูแลรักษาร่างกายและของใช้ให้สะอาด
๒. รักษาฟันให้แข็งแรงและแปรงฟันทุกวันอย่างถูกต้อง
๓. ล้างมือให้สะอาดก่อนกินอาหารและหลังการขับถ่าย
๔. กินอาหารสุก สะอาด ปราศจากสารอันตราย และหลีกเลี่ยงอาหารรสจัด สีฉูดฉาด
๕. งดบุหรี่ สุรา สารเสพติด การพนัน และการสำส่อนทางเพศ
๖. สร้างความสัมพันธ์ในครอบครัวให้อบอุ่น
๗. ป้องกันอุบัติภัยด้วยการไม่ประมาท
๘. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และตรวจสุขภาพประจำปี
๙. ทำจิตใจให้ร่าเริงแจ่มใสอยู่เสมอ
๑๐. มีสำนึกต่อส่วนร่วม ร่วมสร้างสรรค์สังคม
สภาพปัญหาสาธารณสุข ในปัจจุบันเกิดจากปัจจัยทางด้านสังคม สิ่งแวดล้อม รวมทั้งพฤติกรรม
และมีแนวโน้มรุนแรงมากขึ้น การแก้ไขปัญหาโดยการส่งเสริมและพัฒนาพฤติกรรมที่พึง
ประสงค์สำหรับกลุ่มวัยเรียน วัยทำงานและผู้สูงอายุ ให้เหมาะสมกับสภาพปัญหาและปัจจัยแวดล้อม
ที่เปลี่ยนแปลงไปจึงต้องมีความหลากหลาย ยืดหยุ่นสอดคล้องกับทรัพยากรและวัฒนธรรมท้องถิ่นนั้นๆ
เป็นสำคัญ อย่างไรก็ตามวิธีการหนึ่งที่ควรจะนำมาใช้คือ สุขบัญญัติแห่งชาติ เพราะเป็นการสร้างเสริม
และปลูกฝังพฤติกรรมสุขภาพในทุกกลุ่มประชากรเป้าหมาย หากนำสุขบัญญัติไปใช้ปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ
และต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดพฤติกรรมถาวรอันจะนำไปสู่การวางรากฐานด้านสุขภาพที่ดีต่อไป
สุขบัญญัติเป็นเครื่องมือในการวางแผนปฏิบัติการทางด้านสุขศึกษาที่สำคัญที่จะก่อให้
เกิดการสร้างเสริมพฤติกรรมที่พึงประสงค์ให้เป็นสุขนิสัยตั้งแต่วัยเด็ก การดูแลตนเอง ครอบครัว และสังคม
นอกจากนี้เด็กจะสามารถเป็นตัวกระตุ้นและผลักดันที่สำคัญในการปรับแก้พฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ในกลุ่มอื่น
ต่อไป
--------------------------------------------------------------------------------
สุขบัญญัติ คือ ข้อกำหนดที่เด็กและเยาวชน ตลอดจนประชาชนทั่วไปพึงปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอจนเป็นสุขนิสัยเพื่อ
ให้มีสุขภาพดีทั้งร่างกาย จิตใจ และสังคม ดังนั้นการส่งเสริม สุขบัญญัติแห่งชาติจึงเป็นกลวิธีหนึ่ง
ในการสร้างเสริมและปลูกฝังพฤติกรรมสุขภาพที่พึงประสงค์ เพื่อให้เด็กเยาวชน
และประชาชนปฏิบัติเพื่อนำไปสู่การมีสุขภาพดี
สุขบัญญัติแห่งชาติ ๑๐ ประการ มีสาระสำคัญดังนี้
๑. ดูแลรักษาร่างกายและของใช้ให้สะอาด
๒. รักษาฟันให้แข็งแรงและแปรงฟันทุกวันอย่างถูกต้อง
๓. ล้างมือให้สะอาดก่อนกินอาหารและหลังการขับถ่าย
๔. กินอาหารสุก สะอาด ปราศจากสารอันตราย และหลีกเลี่ยงอาหารรสจัด สีฉูดฉาด
๕. งดบุหรี่ สุรา สารเสพติด การพนัน และการสำส่อนทางเพศ
๖. สร้างความสัมพันธ์ในครอบครัวให้อบอุ่น
๗. ป้องกันอุบัติภัยด้วยการไม่ประมาท
๘. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และตรวจสุขภาพประจำปี
๙. ทำจิตใจให้ร่าเริงแจ่มใสอยู่เสมอ
๑๐. มีสำนึกต่อส่วนร่วม ร่วมสร้างสรรค์สังคม
สภาพปัญหาสาธารณสุข ในปัจจุบันเกิดจากปัจจัยทางด้านสังคม สิ่งแวดล้อม รวมทั้งพฤติกรรม
และมีแนวโน้มรุนแรงมากขึ้น การแก้ไขปัญหาโดยการส่งเสริมและพัฒนาพฤติกรรมที่พึง
ประสงค์สำหรับกลุ่มวัยเรียน วัยทำงานและผู้สูงอายุ ให้เหมาะสมกับสภาพปัญหาและปัจจัยแวดล้อม
ที่เปลี่ยนแปลงไปจึงต้องมีความหลากหลาย ยืดหยุ่นสอดคล้องกับทรัพยากรและวัฒนธรรมท้องถิ่นนั้นๆ
เป็นสำคัญ อย่างไรก็ตามวิธีการหนึ่งที่ควรจะนำมาใช้คือ สุขบัญญัติแห่งชาติ เพราะเป็นการสร้างเสริม
และปลูกฝังพฤติกรรมสุขภาพในทุกกลุ่มประชากรเป้าหมาย หากนำสุขบัญญัติไปใช้ปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ
และต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดพฤติกรรมถาวรอันจะนำไปสู่การวางรากฐานด้านสุขภาพที่ดีต่อไป
สุขบัญญัติเป็นเครื่องมือในการวางแผนปฏิบัติการทางด้านสุขศึกษาที่สำคัญที่จะก่อให้
เกิดการสร้างเสริมพฤติกรรมที่พึงประสงค์ให้เป็นสุขนิสัยตั้งแต่วัยเด็ก การดูแลตนเอง ครอบครัว และสังคม
นอกจากนี้เด็กจะสามารถเป็นตัวกระตุ้นและผลักดันที่สำคัญในการปรับแก้พฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ในกลุ่มอื่น
ต่อไป
คำชี้แจงประกอบนโยบายการสุขศึกษาแห่งชาติ
นโยบายข้อ 1
ให้มีการพัฒนาองค์ความรู้ด้านสุขศึกษาและพฤติกรรมสุขภาพที่จำเป็นและมีประสิทธิภาพต่อการแก้ปัญหาสาธารณสุขในทุกระดับ
แนวคิดหลักการ
ปัจจุบันปัจจัยที่มีผลต่อปัญหาสุขภาพของประชากรของประเทศ ส่วนใหญ่มีผลมาจากสิ่งแวดล้อมแทบทั้งสิ้น ดังนั้น การแก้ไขปัญหาสาธารณสุขในปัจจุบันจำเป็นจะต้องเร่งรัดการพัฒนาพฤติกรรมสุขภาพของเยาวชน วัยทำงาน และผู้สูงอายุให้เหมาะสม อนุรักษ์และฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมให้เหมาะสมไปพร้อม ๆ กัน ซึ่งการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมให้ได้ผลนั้น จำเป็นต้องพัฒนาองค์ความรู้ด้านสุขภาพ รวมทั้งในความรู้ในรูปแบบของสหวิชาการและความร่วมมือจากหน่วยงานต่าง ๆ โดยจำเป็นต้องวิจัยและพัฒนาองค์ความรู้ที่จำเป็นและเหมาะสมสำหรับประเทศไทยในการพัฒนาพฤติกรรมสุขภาพ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทุกระดับมีการพัฒนาและเพิ่มพูนความรู้ด้านสุขศึกษาและพฤติกรรมสุขภาพที่จำเป็น และมีประสิทธิภาพต่อการแก้ปัญหาสาธารณสุขในทุกระดับ
ยุทธศาสตร์คำชี้แจงประกอบนโยบายการสุขศึกษาแห่งชาติ
นโยบายข้อ 1
ให้มีการพัฒนาองค์ความรู้ด้านสุขศึกษาและพฤติกรรมสุขภาพที่จำเป็นและมีประสิทธิภาพต่อการแก้ปัญหาสาธารณสุขในทุกระดับ
แนวคิดหลักการ
ปัจจุบันปัจจัยที่มีผลต่อปัญหาสุขภาพของประชากรของประเทศ ส่วนใหญ่มีผลมาจากสิ่งแวดล้อมแทบทั้งสิ้น ดังนั้น การแก้ไขปัญหาสาธารณสุขในปัจจุบันจำเป็นจะต้องเร่งรัดการพัฒนาพฤติกรรมสุขภาพของเยาวชน วัยทำงาน และผู้สูงอายุให้เหมาะสม อนุรักษ์และฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมให้เหมาะสมไปพร้อม ๆ กัน ซึ่งการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมให้ได้ผลนั้น จำเป็นต้องพัฒนาองค์ความรู้ด้านสุขภาพ รวมทั้งในความรู้ในรูปแบบของสหวิชาการและความร่วมมือจากหน่วยงานต่าง ๆ โดยจำเป็นต้องวิจัยและพัฒนาองค์ความรู้ที่จำเป็นและเหมาะสมสำหรับประเทศไทยในการพัฒนาพฤติกรรมสุขภาพ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทุกระดับมีการพัฒนาและเพิ่มพูนความรู้ด้านสุขศึกษาและพฤติกรรมสุขภาพที่จำเป็น และมีประสิทธิภาพต่อการแก้ปัญหาสาธารณสุขในทุกระดับ
ยุทธศาสตร์
พัฒนาระบบข้อมูลข่าวสารด้านสุขศึกษาและพฤติกรรมสุขภาพให้ทันสมัยต่อสภาวะการณ์ในปัจจุบัน โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นผู้ร่วมดำเนินการ อาทิ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ฯลฯ ร่วมดำเนินการจัดตั้งศูนย์ข้อมูลข่าวสารด้านสุขศึกษาและพฤติกรรมสุขภาพ ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค
ส่งเสริมและสนับสนุนให้มีการวิจัยด้านสุขศึกษาและพฤติกรรมสุขภาพที่มีผลต่อพฤติกรรมของเยาวชน วัยทำงาน และผู้สูงอายุ ในหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง และจัดหาทุนจากองค์กร ทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อสนับสนุนการวิจัยนั้น ๆ
ส่งเสริมให้มีการแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างสาขาที่เกี่ยวข้องกับงานสุขศึกษาและพฤติกรรมสุขภาพ ในหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาครัฐและเอกชน
นโยบายข้อ 2
ให้มีการพัฒนาบุคลากรทางการแพทย์ การสาธารณสุข และอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องในองค์กรต่าง ๆ ทั้งภาครัฐ และภาคเอกชน ในด้านสุขศึกษาและพฤติกรรมศาสตร์
แนวคิดหลักการ
ปัจจัยที่มีผลต่อปัญหาสุขภาพของประชาชนในปัจจุบัน ได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมเป็นอย่างมาก ในอดีตปัญหาส่วนใหญ่เกิดจากการขาดความรู้ ความเข้าใจ และความเชื่อที่ผิดจากวัฒนธรรมดั้งเดิม การขาดแคลนบริการด้านสุขภาพ เป็นต้น แต่ในปัจจุบันนั้นพบว่า ปัญหาสุขภาพมีผลมาจากพฤติกรรมของประชาชนที่ไม่ถูกต้อง ปัญหาสิ่งแวดล้อม ปัญหาจากพฤติกรรมเสี่ยงจากการทำงานภาคอุตสาหกรรม ภาคเกษตรกรรม และการบริการมากขั้นตามลำดับ ดังนั้นในการแก้ปัญหาจึงจำเป็นที่จะต้องใช้บุคลากรที่มีความรู้หลายสาขา (สหวิชาการ) และหลายหน่วยงาน (สหสาขา) เข้ามามีส่วนร่วมในการดำเนินงาน อาทิ กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงแรงงานและสวัดิการสังคม กระทรวงวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม ทบวงมหาวิทยาลัย กระทรวงพาณิชย์ และสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งบุคลากรที่เกี่ยวข้องจะต้องมีข้อมูลข่าวสารด้านพฤติกรรมสุขภาพที่ทันสมัย มีการประสานกันระหว่างหน่วยงานที่ดี การผลิตบุคลากรที่เหมาะสม การประสานข้อมูลข่าวสาร และการใช้เทคโนโลยีด้านสุขศึกษาและพฤติกรรมสุขศาสตร์ที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพ ดังนั้น เพื่อให้บุคลากรมีแนวคิดในการดำเนินงานพัฒนาพฤติกรรมสุขภาพของประชาชนเป็นไปในทิศทางเดียวกันและร่วมกันในการแก้ไขปัญหาสุขภาพของประชาชนได้อย่างสัมฤทธิผล
ยุทธศาสตร์
สนับสนุนให้การศึกษาด้านพฤติกรรมศาสตร์ ผสมผสานไว้ในหลักสูตรวิชาชีพต่าง ๆ เช่น สาขาการแพทย์และสาธารณสุข สาขาการพัฒนาชุมชนและสังคม สาขาการศึกษา สาขาเกษตรกรรมและพาณิชยกรรม ฯลฯ
ให้มีการพัฒนาหลักสูตรวิชาชีพด้านสุขศึกษาและพฤติกรรมศาสตร์ของสถาบันการศึกษาต่าง ๆ ให้สอดคล้องกับสภาพปัญหาและความต้องการของประเทศอยู่เสมอ เพื่อใช้ประโยชน์จากบุคลากรอย่างมีประสิทธิภาพ
ให้มีการเผยแพร่และแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร และเทคโนโลยีด้านสุขศึกษาและพฤติกรรมศาสตร์ระหว่างหน่วยงาน และจัดให้มีการศึกษา อบรม องค์ความรู้และเทคโนโลยีด้านสุขศึกษาและพฤติกรรมศาสตร์แก่บุคลากรที่เกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม กระทรวงพาณิชย์ และสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นต้น
นโยบายข้อ 3
ให้มีการพัฒนาสื่อสุขศึกษาและประชาสัมพันธ์ที่ได้มาตรฐานทางวิชาการ
แนวคิดหลักการ
สื่อทุกประเภทมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมของมนุษย์ สื่อมวลชนและสื่ออื่น ๆ มีผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตและพฤติกรรมของบุคคล รวมทั้งอิทธิพลอย่างกว้างขวาง ทั้งในชุมชนเขตเมืองและเขตชนบท พฤติกรรมของประชาชนมีสาเหตุสำคัญที่ก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพ ทั้งในระดับบุคคล และชุมชน ดังนั้น การดำเนินงานเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว จำเป็นต้องดำเนินการปลูกฝังสร้างเสริมและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ ทั้งในระดับตนเองและครอบครัวจากพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ไปสู่พฤติกรรมที่พึงประสงค์ วิธีการหนึ่งที่จะช่วยในการดำเนินการแก้ไขปัญหาสุขภาพเหล่านี้ คือ การเผยแพร่ความรู้ ข้อมูลข่าวสารผ่านสื่อต่าง ๆ โดยเน้นการให้บริหารข้อมูลข่าวสารด้านสุขภาพแก่ประชาชนที่ถูกต้อง เป็นไปอย่างทั่วถึงและรวดเร็ว ซึ่งนับว่าเป็นกลวิธีการสุขศึกษาและประชาสัมพันธ์เชิงรุกวิธีการหนึ่ง
การผลิตสื่อสุขศึกษายังขาดการประสานงานกันระหว่างภาครัฐและเอกชนอย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะเป้าหมายของสื่อไม่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ทำให้กลุ่มเป้าหมายหรือประชาชนสับสนอีกทั้งในการผลิตสื่อดังกล่าว ยังขาดการพัฒนาที่เป็นกระบวนการด้านวิชาการที่ครบวงจรจากผู้เชี่ยวชาญในเรื่องนั้น ๆ สื่อบางสื่ออาจจะนำเสนอข้อมูลด้านหนึ่ง แต่อาจมีผลกระทบด้านลบกับอีกปัญหาหนึ่งได้ หากมีการพัฒนาเทคโนโลยีสื่อสุขศึกษาและประชาสัมพันธ์ที่เหมาะสม และการควบคุมกำกับดูแลที่ได้มาตรฐานทางวิชาการ ทั้งภาครัฐและเอกชน จะเป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่งที่ช่วยให้การดำเนินงานสุขศึกษาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
ยุทธศาสตร์
จัดตั้งศูนย์สื่อสุขศึกษาและประชาสัมพันธ์ และสร้างระบบเครือข่ายเพื่อการสุขศึกษาและประชาสัมพันธ์ ทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค รวมถึงการจัดหาเครื่องมือโสตทัศนูปกรณ์เพื่อการผลิตและเผยแพร่
ส่งเสริมและสนับสนุนให้มีการพัฒนาและผลิตสื่อสุขศึกษาที่มีคุณภาพ และถูกต้องตามหลักวิชาการ ทั้งภาครัฐและเอกชน โดยนำเทคโนโลยีที่ทันสมัย และเหมาะสมมาใช้ รวมทั้งใช้สื่อท้องถิ่นให้เกิดประโยชน์สูงสุด
ให้มีการตรวจสอบความถูกต้อง ตามหลักวิชาการในการผลิตสื่อ เพื่อการสุขศึกษาและประชาสัมพันธ์
เผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร โดยผสมผสานการใช้สื่อและช่องทางที่เหมาะสม สอดคล้องกับเทคโนโลยีการสื่อสารและวิถีชีวิตของกลุ่มเป้าหมาย ทั้งสื่ออิเล็คทรอนิคส์ สื่อสิ่งพิมพ์ สื่อโทรคมนาคม สื่อท้องถิ่น และศิลปินท้องถิ่น
นโยบายข้อ 4
ให้มีการดำเนินงานสุขศึกษาและประชาสัมพันธ์ เพื่อให้ประชาชนมีพฤติกรรมสุขภาพที่ถูกต้อง
แนวคิดหลักการ
ปัจจุบันปัญหาสาธารณสุขส่วนใหญ่มีผลมาจากปัจจัยด้านพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของบุคคล ดังนั้น การดำเนินงานสุขศึกษาเพื่อแก้ไขปัญหาสาธารณสุขของประเทศ ต้องเน้นการพัฒนาประชาชนให้มีความรู้และทักษะที่จำเป็นในการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพของประชาชนให้เหมาะสมทั้งระดับบุคคล ครอบครัว และชุมชน ซึ่งการดำเนินงานดังกล่าว จะต้องมีการปรับเปลี่ยนและพัฒนาพฤติกรรมสุขภาพที่สำคัญซึ่งก่อให้เกิดปัญหาสาธารณสุขของประเทศให้เหมาะสม มีการเฝ้าระวังพฤติกรรมสุขภาพ รวมทั้งการพัฒนาปัจจัยแวดล้อม ทั้งในโรงเรียนชุมชนเมืองและชนบท และสถานประกอบการให้เหมาะสม และเอื้ออำนวยต่อการพัฒนาพฤติกรรมสุขภาพ ครอบคลุมทั้งพฤติกรรมการส่งเสริมสุขภาพ การป้องกันโรค การรักษา และฟื้นฟูสภาพ ตลอดจนสามารถช่วยเหลือตนเองและร่วมกันแก้ไขปัญหาสาธารณสุขของท้องถิ่นได้
ยุทธศาสตร์
ส่งเสริมและสนับสนุนให้มีการดำเนินงานสุขศึกษาและพัฒนาพฤติกรรมสุขภาพให้ครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมาย ทั้งในระบบการศึกษา ระบบบริการสาธารณสุข การเกษตรและอุตสาหกรรม รวมทั้งประชาชนในเขตเมืองและชนบท โดยให้สอดคล้องกับปัญหาสาธารณสุขของประเทศ
ส่งเสริมสนับสนุนให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการดำเนินงานสุขศึกษาและพัฒนาพฤติกรรมสุขภาพ รวมทั้งสนับสนุนให้มีการดำเนินงานสุขศึกษาและพัฒนาพฤติกรรมสุขภาพที่เป็นระบบและครบวงจร
ส่งเสริมและสนับสนุนให้มีการสร้างและพัฒนาเกณฑ์การปฏิบัติขั้นพื้นฐานและเกณฑ์การประเมินผลในการดำเนินงานสุขศึกษาและพัฒนาพฤติกรรมสุขภาพ รวมทั้ง การพัฒนารูปแบบและเครื่องมือในการเฝ้าระวังพฤติกรรมสุขภาพให้มีประสิทธิภาพ
ให้มีการประสานแผนงานและการใช้ทรัพยากร รวมทั้งการแลกเปลี่ยนเทคโนโลยีในการดำเนินงานสุขศึกษารหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาครัฐและเอกชน
สนับสนุนให้มีการควบคุมการโฆษณาทางสื่อมวลชนต่าง ๆ ที่มีผลต่อการปลูกฝังสร้างเสริมพฤติกรรมสุขภาพไปในทางที่ผิด
ส่งเสริมและแสวงหาความร่วมมือจากหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้มีการนำภาษีจากการโฆษณาสินค้ามาใช้ในการดำเนินงานสุขศึกษาและประชาสัมพันธ์เพื่อคุ้มครองผู้บริโภคผ่านสื่อมวลชน
นโยบายข้อ 5
ให้มีการสร้างเสริมและปลูกฝังพฤติกรรมสุขภาพ ในรูปของสุขบัญญัติแห่งชาติในทุกกลุ่มประชากรเป้าหมาย
แนวคิดหลักการ
ปัญหาสาธารณสุขในปัจจุบันส่วนใหญ่มีสาเหตุสำคัญมาจากการที่ประชาชนในประเทศมีพฤติกรรมสุขภาพที่ไม่เหมาะสม ดังนั้น เพื่อเป็นการแก้ปัญหาสาธารณสุขดังกล่าว จึงจำเป็นต้องดำเนินการเพื่อให้ประชาชนมีพฤติกรรมสุขภาพที่ถูกต้อง สำหรับการแก้ไขปัญหาสาธารณสุข โดยมีการปลูกฝังและสร้างเสริมพฤติกรรมสุขภาพให้เกิดขึ้นในกลุ่มประชาชนทั่วไปตั้งแต่เด็ก เพื่อให้เป็นพฤติกรรมสุขภาพขั้นพื้นฐาน สำหรับการพัฒนาต่อไปจนเป็นค่านิยมทางสุขภาพในที่สุด กระทรวงสาธารณสุขได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กำหนดกลวิธีในการปลูกฝังและสร้างเสริมพฤติกรรมสุขภาพที่พึงประสงค์ขั้นพื้นฐานในรูปของสุขบัญญัติสำหรับให้เด็ก เยาวชนและประชาชนทั่วไป ได้นำไปปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอเกิดการเรียนรู้และมีพฤติกรรมสุขภาพที่ยั่งยืนแล้วจะช่วยให้มีสุขภาพดี ทั้งทางด้านร่างกาย จิตใจและสังคม ข้อกำหนดนี้เดิมเรียกว่า “กติกาอนามัย” ต่อมาได้นำคำว่า “สุขบัญญัติ” มาใช้แทนเมื่อ พ.ศ. 2503 แต่เนื่องจากสภาพสังคมสิ่งแวดล้อมและเทคโนโลยีต่าง ๆ ได้เปลี่ยนแปลงไป ทำให้ปัญหาสาธารณสุขเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม กระทรวงสาธารณสุข จึงได้ทำการปรับปรุงสุขบัญญัติขึ้นใหม่ในปี พ.ศ. 2535 เพื่อปรับปรุงเนื้อหาให้เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน โดยครอบคลุมพฤติกรรมที่พึงประสงค์ 6 ด้าน คือ ด้านอนามัยส่วนบุคคล ด้านอาหารและโภชนาการ ด้านการออกกำลังกาย ด้านสุขภาพจิต ด้านการป้องกันอุบัติเหตุ และด้านอนามัยสิ่งแวดล้อม ซึ่งอยู่ในรูปแบบของสุขบัญญัติแห่งชาติ 10 ประการ ดังนี้
การดูแลรักษาร่างกายและของใช้ให้สะอาด
รักษาฟันให้แข็งแรง และแปรงฟันทุกวันอย่างถูกต้อง
ล้างมือให้สะอาดก่อนกินอาหารและหลังขับถ่าย
กินอาหารสุก สะอาด ปราศจากสารอันตราย และหลีกเหลี่ยงอาหารรสจัด สีฉูดฉาด
งดบุหรี่ สุรา สารเสพติด การพนัน และการสำส่อนทางเพศ
สร้างความสัมพันธ์ในครอบครัวให้อบอุ่น
ป้องกันอุบัติภัยด้วยการไม่ประมาท
ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และตรวจสุขภาพประจำปี
ทำจิตใจให้ร่าเริงแจ่มใสอยู่เสมอ
มีสำนึกต่อส่วนรวม ร่วมสร้างสรรค์สังคม
จากแนวคิดหลักการดังกล่าว จึงเห็นว่าควรปลูกฝังสร้างเสริมพฤติกรรมสุขภาพตามแนวสุขบัญญัติแห่งชาติ ให้ประชาชนทุกกลุ่มเป้าหมายได้มีการเรียนรู้ เป็นการสร้างเสริมความเข้าใจ เจตคติ ค่านิยม และทักษะที่จำเป็นในการปฏิบัติทางสุขภาพให้เหมาะสมตามวัยควบคู่ไปกับการจัดปัจจัยแวดล้อมที่เอื้ออำนวยตาการพัฒนาพฤติกรรมสุขภาพ ทั้งการสร้างปัจจัยเอื้ออำนวยทางบวกและทางลบ ตลอดจนปัจจัยแวดล้อมทางสังคมที่เอื้ออำนวยและสนับสนุนจูงใจในการพัฒนาพฤติกรรมสุขภาพ ทั้งในโรงเรียน ชุมชน และสังคม ที่เกื้อกูลต่อการพัฒนาพฤติกรรมอันจะส่งผลให้ประชาชนมีสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดี อยู่ในสังคมได้อย่างปกติสุข
ยุทธศาสตร์
นำสุขบัญญัติแห่งชาติกำหนดเป็นนโยบาย และเป้าหมายของแผนงานระดับกระทรวงให้สอดคล้องกัน ในทุกกระทรวงที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงมหาดไทย
ส่งเสริม สนับสนุนให้มีคณะกรรมการสุขบัญญัติแห่งชาติระดับกระทรวง/ระดับกรม ในหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงมหาดไทย สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฯลฯ
ประสานความร่วมมือระหว่างองค์กรภาครัฐ องค์กรเอกชน และองค์กรประชาชน เพื่อสนับสนุนการสร้างเสริมและปลูกฝังพฤติกรรมสุขภาพที่พึงประสงค์
ส่งเสริมสนับสนุนการพัฒนาพฤติกรรมสุขภาพของประชาชน ทั้งในระดับบุคคลและครอบครัวให้มีพฤติกรรมสุขภาพที่เหมาะสม ตามข้อกำหนดในสุขบัญญัติแห่งชาติ โดยผ่าน
กระบวนการสุขศึกษาในสถานศึกษา
กระบวนการสุขศึกษาในชุมชน
กระบวนการสุขศึกษาในสถานบริการสาธารณสุข
กระบวนการสุขศึกษาในสถานประกอบการ
ส่งเสริมให้มีการกำหนดเนื้อหาสุขบัญญัติแห่งชาติไว้ในหลักสูตร และจัดกิจกรรมเสริมหลักสูตร ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน ทั้งในชั้นเรียนและนอกชั้นเรียน ในสถานศึกษาทุกระดับ
เผยแพร่ข้อมูลข้อมูลข่าวสารความรู้โดยผสมผสานการใช้สื่อ และช่องทางที่เหมาะสม สอดคล้องกับเทคโนโลยีการสื่อสารและวิถีชีวิตของกลุ่มเป้าหมาย ทั้งในสื่ออิเลคทรอนิกส์ สื่อสิ่งพิมพ์ สื่อโทรคมนาคม สื่อท้องถิ่น และศิลปินพื้นบ้าน
นโยบายข้อ 6
ให้มีการระดมทรัพยากร เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานสุขศึกษาและประชาสัมพันธ์ในการแก้ปัญหาสาธารณสุข ทั้งภาครัฐและเอกชนในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค
แนวคิดหลักการ
เนื่องจากปัญหาทางด้านสุขภาพในปัจจุบัน มีผลสืบเนื่องจากสหปัจจัย ในการดำเนินงานสุขศึกษาและประชาสัมพันธ์ เพื่อแก้ปัญหาสาธารณสุข จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างสาขา ทั้งภาครัฐและเอกชน จึงจะช่วยให้สามารถดำเนินการแก้ปัญหาพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมได้ ดังนั้น การจัดให้มีการระดมทรัพยากร จากหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อม กระทรวงมหาดไทย ทบวงมหาวิทยาลัย เป็นต้น ทั้งทางด้านวิชาการ งบประมาณ บุคลากร การผลิตและการใช้สื่อสุขศึกษาต่าง ๆ ซึ่งจะก่อให้เกิดประสิทธิผลสูงสุดในการแก้ปัญหาพฤติกรรมสุขภาพอย่างแท้จริง
ยุทธศาสตร์หลัก
ให้มีการประสานแผนการสรรหาทรัพยากรของรัฐ ระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทวงสาธารณสุข กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงมหาดไทย ทบวงหมาวิทยาลัย เป็นต้น ในการจัดตั้งคำของบประมาณรายปี และแผนปฏิบัติประจำปี สำหรับการดำเนินงานสุขศึกษาและพัฒนาพฤติกรรมสุขภาพ ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค
สนับสนุนการปฏิบัติงานสุขศึกษาและพัฒนาปัจจัยแวดล้อม เพื่อพฤติกรรมสุขภาพระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งทางด้านวิชาการ งบประมาณ บุคลากร รวมทั้งการติดตามประเมินผล และพัฒนาการใช้ทรัพยากรหน่วยงานต่าง ๆ ทุกระดับ
สนับสนุนให้ภาคเอกชนและองค์กรในท้องถิ่นมีส่วนร่วมในการดำเนินงานสุขศึกษาและประชาสัมพันธ์ และร่วมดูแลปัจจัยแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อการพัฒนาพฤติกรรมสุขภาพ รวมทั้งการร่วมเฝ้าระวังพฤติกรรมสุขภาพที่ไม่พึงประสงค์
ส่งเสริมให้ภาครัฐและภาคเอกชนร่วมสร้างกระแสและปลูกจิตสำนึก ค่านิยมที่ถูกต้อง ทางด้านสุขภาพแก่สังคม
นโยบายข้อ 7
ให้มีการพัฒนาองค์กรและการประสานงานสุขศึกษา และประชาสัมพันธ์อย่างเป็นระบบ ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค
แนวคิดหลักการ
ในการดำเนินงานเพื่อปลูกฝัง สร้างเสริม หรือพัฒนาพฤติกรรมสุขภาพของประชาชนกลุ่มเป้าหมายต่าง ๆ ให้ครอบคลุมและทั่วถึงนั้น จำเป็นต้องมีองค์กรหรือพัฒนาองค์กรที่มีอยู่ เพื่อการประสานการดำเนินงานระดับกระทรวง ทบวง กรม ที่เกี่ยวข้อง ทั้งในและนอกกระทรวงสาธารณสุขในส่วนกลาง ตลอดจนการพัฒนาองค์กรเพื่อการประสานการดำเนินงานทั้งในและนอกหน่วยงานสาธารณสุขในส่วนภูมิภาค ระดับเขต จังหวัด อำเภอ ตำบล และหมู่บ้าน อย่างเหมาะสม เอื้ออำนวยต่อการปฏิบัติการ
ยุทธศาสตร์
ส่งเสริมให้มีโครงสร้างองค์กรหรือพัฒนาองค์กร และการประสานการดำเนินงานสุขศึกษาและประชาสัมพันธ์ในหน่วยงานภาครัฐ ทุกระทรวง ทบวง กรม ที่เกี่ยวข้อง ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค รวมทั้งภาคเอกชน
พัฒนาศักยภาพระบบการประสานงานและพัฒนาเครือข่ายองค์กรที่รับผิดชอบการดำเนินงานสุขศึกษาและประชาสัมพันธ์ ทั้งภาครัฐและเอกชน ทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค
มีการพัฒนาองค์กรการประสานงานกลางด้านสุขศึกษาและประชาสัมพันธ์ของประเทศ เพื่อประสานนโยบาย การดำเนินงาน และการสนับสนุน รวมทั้งการติดตามประเมินผลงานสุขศึกษา และประชาสัมพันธ์ของประเทศในภาพรวม
นโยบายข้อ 1
ให้มีการพัฒนาองค์ความรู้ด้านสุขศึกษาและพฤติกรรมสุขภาพที่จำเป็นและมีประสิทธิภาพต่อการแก้ปัญหาสาธารณสุขในทุกระดับ
แนวคิดหลักการ
ปัจจุบันปัจจัยที่มีผลต่อปัญหาสุขภาพของประชากรของประเทศ ส่วนใหญ่มีผลมาจากสิ่งแวดล้อมแทบทั้งสิ้น ดังนั้น การแก้ไขปัญหาสาธารณสุขในปัจจุบันจำเป็นจะต้องเร่งรัดการพัฒนาพฤติกรรมสุขภาพของเยาวชน วัยทำงาน และผู้สูงอายุให้เหมาะสม อนุรักษ์และฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมให้เหมาะสมไปพร้อม ๆ กัน ซึ่งการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมให้ได้ผลนั้น จำเป็นต้องพัฒนาองค์ความรู้ด้านสุขภาพ รวมทั้งในความรู้ในรูปแบบของสหวิชาการและความร่วมมือจากหน่วยงานต่าง ๆ โดยจำเป็นต้องวิจัยและพัฒนาองค์ความรู้ที่จำเป็นและเหมาะสมสำหรับประเทศไทยในการพัฒนาพฤติกรรมสุขภาพ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทุกระดับมีการพัฒนาและเพิ่มพูนความรู้ด้านสุขศึกษาและพฤติกรรมสุขภาพที่จำเป็น และมีประสิทธิภาพต่อการแก้ปัญหาสาธารณสุขในทุกระดับ
ยุทธศาสตร์คำชี้แจงประกอบนโยบายการสุขศึกษาแห่งชาติ
นโยบายข้อ 1
ให้มีการพัฒนาองค์ความรู้ด้านสุขศึกษาและพฤติกรรมสุขภาพที่จำเป็นและมีประสิทธิภาพต่อการแก้ปัญหาสาธารณสุขในทุกระดับ
แนวคิดหลักการ
ปัจจุบันปัจจัยที่มีผลต่อปัญหาสุขภาพของประชากรของประเทศ ส่วนใหญ่มีผลมาจากสิ่งแวดล้อมแทบทั้งสิ้น ดังนั้น การแก้ไขปัญหาสาธารณสุขในปัจจุบันจำเป็นจะต้องเร่งรัดการพัฒนาพฤติกรรมสุขภาพของเยาวชน วัยทำงาน และผู้สูงอายุให้เหมาะสม อนุรักษ์และฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมให้เหมาะสมไปพร้อม ๆ กัน ซึ่งการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมให้ได้ผลนั้น จำเป็นต้องพัฒนาองค์ความรู้ด้านสุขภาพ รวมทั้งในความรู้ในรูปแบบของสหวิชาการและความร่วมมือจากหน่วยงานต่าง ๆ โดยจำเป็นต้องวิจัยและพัฒนาองค์ความรู้ที่จำเป็นและเหมาะสมสำหรับประเทศไทยในการพัฒนาพฤติกรรมสุขภาพ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทุกระดับมีการพัฒนาและเพิ่มพูนความรู้ด้านสุขศึกษาและพฤติกรรมสุขภาพที่จำเป็น และมีประสิทธิภาพต่อการแก้ปัญหาสาธารณสุขในทุกระดับ
ยุทธศาสตร์
พัฒนาระบบข้อมูลข่าวสารด้านสุขศึกษาและพฤติกรรมสุขภาพให้ทันสมัยต่อสภาวะการณ์ในปัจจุบัน โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นผู้ร่วมดำเนินการ อาทิ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ฯลฯ ร่วมดำเนินการจัดตั้งศูนย์ข้อมูลข่าวสารด้านสุขศึกษาและพฤติกรรมสุขภาพ ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค
ส่งเสริมและสนับสนุนให้มีการวิจัยด้านสุขศึกษาและพฤติกรรมสุขภาพที่มีผลต่อพฤติกรรมของเยาวชน วัยทำงาน และผู้สูงอายุ ในหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง และจัดหาทุนจากองค์กร ทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อสนับสนุนการวิจัยนั้น ๆ
ส่งเสริมให้มีการแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างสาขาที่เกี่ยวข้องกับงานสุขศึกษาและพฤติกรรมสุขภาพ ในหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาครัฐและเอกชน
นโยบายข้อ 2
ให้มีการพัฒนาบุคลากรทางการแพทย์ การสาธารณสุข และอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องในองค์กรต่าง ๆ ทั้งภาครัฐ และภาคเอกชน ในด้านสุขศึกษาและพฤติกรรมศาสตร์
แนวคิดหลักการ
ปัจจัยที่มีผลต่อปัญหาสุขภาพของประชาชนในปัจจุบัน ได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมเป็นอย่างมาก ในอดีตปัญหาส่วนใหญ่เกิดจากการขาดความรู้ ความเข้าใจ และความเชื่อที่ผิดจากวัฒนธรรมดั้งเดิม การขาดแคลนบริการด้านสุขภาพ เป็นต้น แต่ในปัจจุบันนั้นพบว่า ปัญหาสุขภาพมีผลมาจากพฤติกรรมของประชาชนที่ไม่ถูกต้อง ปัญหาสิ่งแวดล้อม ปัญหาจากพฤติกรรมเสี่ยงจากการทำงานภาคอุตสาหกรรม ภาคเกษตรกรรม และการบริการมากขั้นตามลำดับ ดังนั้นในการแก้ปัญหาจึงจำเป็นที่จะต้องใช้บุคลากรที่มีความรู้หลายสาขา (สหวิชาการ) และหลายหน่วยงาน (สหสาขา) เข้ามามีส่วนร่วมในการดำเนินงาน อาทิ กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงแรงงานและสวัดิการสังคม กระทรวงวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม ทบวงมหาวิทยาลัย กระทรวงพาณิชย์ และสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งบุคลากรที่เกี่ยวข้องจะต้องมีข้อมูลข่าวสารด้านพฤติกรรมสุขภาพที่ทันสมัย มีการประสานกันระหว่างหน่วยงานที่ดี การผลิตบุคลากรที่เหมาะสม การประสานข้อมูลข่าวสาร และการใช้เทคโนโลยีด้านสุขศึกษาและพฤติกรรมสุขศาสตร์ที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพ ดังนั้น เพื่อให้บุคลากรมีแนวคิดในการดำเนินงานพัฒนาพฤติกรรมสุขภาพของประชาชนเป็นไปในทิศทางเดียวกันและร่วมกันในการแก้ไขปัญหาสุขภาพของประชาชนได้อย่างสัมฤทธิผล
ยุทธศาสตร์
สนับสนุนให้การศึกษาด้านพฤติกรรมศาสตร์ ผสมผสานไว้ในหลักสูตรวิชาชีพต่าง ๆ เช่น สาขาการแพทย์และสาธารณสุข สาขาการพัฒนาชุมชนและสังคม สาขาการศึกษา สาขาเกษตรกรรมและพาณิชยกรรม ฯลฯ
ให้มีการพัฒนาหลักสูตรวิชาชีพด้านสุขศึกษาและพฤติกรรมศาสตร์ของสถาบันการศึกษาต่าง ๆ ให้สอดคล้องกับสภาพปัญหาและความต้องการของประเทศอยู่เสมอ เพื่อใช้ประโยชน์จากบุคลากรอย่างมีประสิทธิภาพ
ให้มีการเผยแพร่และแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร และเทคโนโลยีด้านสุขศึกษาและพฤติกรรมศาสตร์ระหว่างหน่วยงาน และจัดให้มีการศึกษา อบรม องค์ความรู้และเทคโนโลยีด้านสุขศึกษาและพฤติกรรมศาสตร์แก่บุคลากรที่เกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม กระทรวงพาณิชย์ และสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นต้น
นโยบายข้อ 3
ให้มีการพัฒนาสื่อสุขศึกษาและประชาสัมพันธ์ที่ได้มาตรฐานทางวิชาการ
แนวคิดหลักการ
สื่อทุกประเภทมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมของมนุษย์ สื่อมวลชนและสื่ออื่น ๆ มีผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตและพฤติกรรมของบุคคล รวมทั้งอิทธิพลอย่างกว้างขวาง ทั้งในชุมชนเขตเมืองและเขตชนบท พฤติกรรมของประชาชนมีสาเหตุสำคัญที่ก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพ ทั้งในระดับบุคคล และชุมชน ดังนั้น การดำเนินงานเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว จำเป็นต้องดำเนินการปลูกฝังสร้างเสริมและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ ทั้งในระดับตนเองและครอบครัวจากพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ไปสู่พฤติกรรมที่พึงประสงค์ วิธีการหนึ่งที่จะช่วยในการดำเนินการแก้ไขปัญหาสุขภาพเหล่านี้ คือ การเผยแพร่ความรู้ ข้อมูลข่าวสารผ่านสื่อต่าง ๆ โดยเน้นการให้บริหารข้อมูลข่าวสารด้านสุขภาพแก่ประชาชนที่ถูกต้อง เป็นไปอย่างทั่วถึงและรวดเร็ว ซึ่งนับว่าเป็นกลวิธีการสุขศึกษาและประชาสัมพันธ์เชิงรุกวิธีการหนึ่ง
การผลิตสื่อสุขศึกษายังขาดการประสานงานกันระหว่างภาครัฐและเอกชนอย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะเป้าหมายของสื่อไม่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ทำให้กลุ่มเป้าหมายหรือประชาชนสับสนอีกทั้งในการผลิตสื่อดังกล่าว ยังขาดการพัฒนาที่เป็นกระบวนการด้านวิชาการที่ครบวงจรจากผู้เชี่ยวชาญในเรื่องนั้น ๆ สื่อบางสื่ออาจจะนำเสนอข้อมูลด้านหนึ่ง แต่อาจมีผลกระทบด้านลบกับอีกปัญหาหนึ่งได้ หากมีการพัฒนาเทคโนโลยีสื่อสุขศึกษาและประชาสัมพันธ์ที่เหมาะสม และการควบคุมกำกับดูแลที่ได้มาตรฐานทางวิชาการ ทั้งภาครัฐและเอกชน จะเป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่งที่ช่วยให้การดำเนินงานสุขศึกษาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
ยุทธศาสตร์
จัดตั้งศูนย์สื่อสุขศึกษาและประชาสัมพันธ์ และสร้างระบบเครือข่ายเพื่อการสุขศึกษาและประชาสัมพันธ์ ทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค รวมถึงการจัดหาเครื่องมือโสตทัศนูปกรณ์เพื่อการผลิตและเผยแพร่
ส่งเสริมและสนับสนุนให้มีการพัฒนาและผลิตสื่อสุขศึกษาที่มีคุณภาพ และถูกต้องตามหลักวิชาการ ทั้งภาครัฐและเอกชน โดยนำเทคโนโลยีที่ทันสมัย และเหมาะสมมาใช้ รวมทั้งใช้สื่อท้องถิ่นให้เกิดประโยชน์สูงสุด
ให้มีการตรวจสอบความถูกต้อง ตามหลักวิชาการในการผลิตสื่อ เพื่อการสุขศึกษาและประชาสัมพันธ์
เผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร โดยผสมผสานการใช้สื่อและช่องทางที่เหมาะสม สอดคล้องกับเทคโนโลยีการสื่อสารและวิถีชีวิตของกลุ่มเป้าหมาย ทั้งสื่ออิเล็คทรอนิคส์ สื่อสิ่งพิมพ์ สื่อโทรคมนาคม สื่อท้องถิ่น และศิลปินท้องถิ่น
นโยบายข้อ 4
ให้มีการดำเนินงานสุขศึกษาและประชาสัมพันธ์ เพื่อให้ประชาชนมีพฤติกรรมสุขภาพที่ถูกต้อง
แนวคิดหลักการ
ปัจจุบันปัญหาสาธารณสุขส่วนใหญ่มีผลมาจากปัจจัยด้านพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของบุคคล ดังนั้น การดำเนินงานสุขศึกษาเพื่อแก้ไขปัญหาสาธารณสุขของประเทศ ต้องเน้นการพัฒนาประชาชนให้มีความรู้และทักษะที่จำเป็นในการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพของประชาชนให้เหมาะสมทั้งระดับบุคคล ครอบครัว และชุมชน ซึ่งการดำเนินงานดังกล่าว จะต้องมีการปรับเปลี่ยนและพัฒนาพฤติกรรมสุขภาพที่สำคัญซึ่งก่อให้เกิดปัญหาสาธารณสุขของประเทศให้เหมาะสม มีการเฝ้าระวังพฤติกรรมสุขภาพ รวมทั้งการพัฒนาปัจจัยแวดล้อม ทั้งในโรงเรียนชุมชนเมืองและชนบท และสถานประกอบการให้เหมาะสม และเอื้ออำนวยต่อการพัฒนาพฤติกรรมสุขภาพ ครอบคลุมทั้งพฤติกรรมการส่งเสริมสุขภาพ การป้องกันโรค การรักษา และฟื้นฟูสภาพ ตลอดจนสามารถช่วยเหลือตนเองและร่วมกันแก้ไขปัญหาสาธารณสุขของท้องถิ่นได้
ยุทธศาสตร์
ส่งเสริมและสนับสนุนให้มีการดำเนินงานสุขศึกษาและพัฒนาพฤติกรรมสุขภาพให้ครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมาย ทั้งในระบบการศึกษา ระบบบริการสาธารณสุข การเกษตรและอุตสาหกรรม รวมทั้งประชาชนในเขตเมืองและชนบท โดยให้สอดคล้องกับปัญหาสาธารณสุขของประเทศ
ส่งเสริมสนับสนุนให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการดำเนินงานสุขศึกษาและพัฒนาพฤติกรรมสุขภาพ รวมทั้งสนับสนุนให้มีการดำเนินงานสุขศึกษาและพัฒนาพฤติกรรมสุขภาพที่เป็นระบบและครบวงจร
ส่งเสริมและสนับสนุนให้มีการสร้างและพัฒนาเกณฑ์การปฏิบัติขั้นพื้นฐานและเกณฑ์การประเมินผลในการดำเนินงานสุขศึกษาและพัฒนาพฤติกรรมสุขภาพ รวมทั้ง การพัฒนารูปแบบและเครื่องมือในการเฝ้าระวังพฤติกรรมสุขภาพให้มีประสิทธิภาพ
ให้มีการประสานแผนงานและการใช้ทรัพยากร รวมทั้งการแลกเปลี่ยนเทคโนโลยีในการดำเนินงานสุขศึกษารหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาครัฐและเอกชน
สนับสนุนให้มีการควบคุมการโฆษณาทางสื่อมวลชนต่าง ๆ ที่มีผลต่อการปลูกฝังสร้างเสริมพฤติกรรมสุขภาพไปในทางที่ผิด
ส่งเสริมและแสวงหาความร่วมมือจากหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้มีการนำภาษีจากการโฆษณาสินค้ามาใช้ในการดำเนินงานสุขศึกษาและประชาสัมพันธ์เพื่อคุ้มครองผู้บริโภคผ่านสื่อมวลชน
นโยบายข้อ 5
ให้มีการสร้างเสริมและปลูกฝังพฤติกรรมสุขภาพ ในรูปของสุขบัญญัติแห่งชาติในทุกกลุ่มประชากรเป้าหมาย
แนวคิดหลักการ
ปัญหาสาธารณสุขในปัจจุบันส่วนใหญ่มีสาเหตุสำคัญมาจากการที่ประชาชนในประเทศมีพฤติกรรมสุขภาพที่ไม่เหมาะสม ดังนั้น เพื่อเป็นการแก้ปัญหาสาธารณสุขดังกล่าว จึงจำเป็นต้องดำเนินการเพื่อให้ประชาชนมีพฤติกรรมสุขภาพที่ถูกต้อง สำหรับการแก้ไขปัญหาสาธารณสุข โดยมีการปลูกฝังและสร้างเสริมพฤติกรรมสุขภาพให้เกิดขึ้นในกลุ่มประชาชนทั่วไปตั้งแต่เด็ก เพื่อให้เป็นพฤติกรรมสุขภาพขั้นพื้นฐาน สำหรับการพัฒนาต่อไปจนเป็นค่านิยมทางสุขภาพในที่สุด กระทรวงสาธารณสุขได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กำหนดกลวิธีในการปลูกฝังและสร้างเสริมพฤติกรรมสุขภาพที่พึงประสงค์ขั้นพื้นฐานในรูปของสุขบัญญัติสำหรับให้เด็ก เยาวชนและประชาชนทั่วไป ได้นำไปปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอเกิดการเรียนรู้และมีพฤติกรรมสุขภาพที่ยั่งยืนแล้วจะช่วยให้มีสุขภาพดี ทั้งทางด้านร่างกาย จิตใจและสังคม ข้อกำหนดนี้เดิมเรียกว่า “กติกาอนามัย” ต่อมาได้นำคำว่า “สุขบัญญัติ” มาใช้แทนเมื่อ พ.ศ. 2503 แต่เนื่องจากสภาพสังคมสิ่งแวดล้อมและเทคโนโลยีต่าง ๆ ได้เปลี่ยนแปลงไป ทำให้ปัญหาสาธารณสุขเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม กระทรวงสาธารณสุข จึงได้ทำการปรับปรุงสุขบัญญัติขึ้นใหม่ในปี พ.ศ. 2535 เพื่อปรับปรุงเนื้อหาให้เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน โดยครอบคลุมพฤติกรรมที่พึงประสงค์ 6 ด้าน คือ ด้านอนามัยส่วนบุคคล ด้านอาหารและโภชนาการ ด้านการออกกำลังกาย ด้านสุขภาพจิต ด้านการป้องกันอุบัติเหตุ และด้านอนามัยสิ่งแวดล้อม ซึ่งอยู่ในรูปแบบของสุขบัญญัติแห่งชาติ 10 ประการ ดังนี้
การดูแลรักษาร่างกายและของใช้ให้สะอาด
รักษาฟันให้แข็งแรง และแปรงฟันทุกวันอย่างถูกต้อง
ล้างมือให้สะอาดก่อนกินอาหารและหลังขับถ่าย
กินอาหารสุก สะอาด ปราศจากสารอันตราย และหลีกเหลี่ยงอาหารรสจัด สีฉูดฉาด
งดบุหรี่ สุรา สารเสพติด การพนัน และการสำส่อนทางเพศ
สร้างความสัมพันธ์ในครอบครัวให้อบอุ่น
ป้องกันอุบัติภัยด้วยการไม่ประมาท
ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และตรวจสุขภาพประจำปี
ทำจิตใจให้ร่าเริงแจ่มใสอยู่เสมอ
มีสำนึกต่อส่วนรวม ร่วมสร้างสรรค์สังคม
จากแนวคิดหลักการดังกล่าว จึงเห็นว่าควรปลูกฝังสร้างเสริมพฤติกรรมสุขภาพตามแนวสุขบัญญัติแห่งชาติ ให้ประชาชนทุกกลุ่มเป้าหมายได้มีการเรียนรู้ เป็นการสร้างเสริมความเข้าใจ เจตคติ ค่านิยม และทักษะที่จำเป็นในการปฏิบัติทางสุขภาพให้เหมาะสมตามวัยควบคู่ไปกับการจัดปัจจัยแวดล้อมที่เอื้ออำนวยตาการพัฒนาพฤติกรรมสุขภาพ ทั้งการสร้างปัจจัยเอื้ออำนวยทางบวกและทางลบ ตลอดจนปัจจัยแวดล้อมทางสังคมที่เอื้ออำนวยและสนับสนุนจูงใจในการพัฒนาพฤติกรรมสุขภาพ ทั้งในโรงเรียน ชุมชน และสังคม ที่เกื้อกูลต่อการพัฒนาพฤติกรรมอันจะส่งผลให้ประชาชนมีสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดี อยู่ในสังคมได้อย่างปกติสุข
ยุทธศาสตร์
นำสุขบัญญัติแห่งชาติกำหนดเป็นนโยบาย และเป้าหมายของแผนงานระดับกระทรวงให้สอดคล้องกัน ในทุกกระทรวงที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงมหาดไทย
ส่งเสริม สนับสนุนให้มีคณะกรรมการสุขบัญญัติแห่งชาติระดับกระทรวง/ระดับกรม ในหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงมหาดไทย สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฯลฯ
ประสานความร่วมมือระหว่างองค์กรภาครัฐ องค์กรเอกชน และองค์กรประชาชน เพื่อสนับสนุนการสร้างเสริมและปลูกฝังพฤติกรรมสุขภาพที่พึงประสงค์
ส่งเสริมสนับสนุนการพัฒนาพฤติกรรมสุขภาพของประชาชน ทั้งในระดับบุคคลและครอบครัวให้มีพฤติกรรมสุขภาพที่เหมาะสม ตามข้อกำหนดในสุขบัญญัติแห่งชาติ โดยผ่าน
กระบวนการสุขศึกษาในสถานศึกษา
กระบวนการสุขศึกษาในชุมชน
กระบวนการสุขศึกษาในสถานบริการสาธารณสุข
กระบวนการสุขศึกษาในสถานประกอบการ
ส่งเสริมให้มีการกำหนดเนื้อหาสุขบัญญัติแห่งชาติไว้ในหลักสูตร และจัดกิจกรรมเสริมหลักสูตร ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน ทั้งในชั้นเรียนและนอกชั้นเรียน ในสถานศึกษาทุกระดับ
เผยแพร่ข้อมูลข้อมูลข่าวสารความรู้โดยผสมผสานการใช้สื่อ และช่องทางที่เหมาะสม สอดคล้องกับเทคโนโลยีการสื่อสารและวิถีชีวิตของกลุ่มเป้าหมาย ทั้งในสื่ออิเลคทรอนิกส์ สื่อสิ่งพิมพ์ สื่อโทรคมนาคม สื่อท้องถิ่น และศิลปินพื้นบ้าน
นโยบายข้อ 6
ให้มีการระดมทรัพยากร เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานสุขศึกษาและประชาสัมพันธ์ในการแก้ปัญหาสาธารณสุข ทั้งภาครัฐและเอกชนในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค
แนวคิดหลักการ
เนื่องจากปัญหาทางด้านสุขภาพในปัจจุบัน มีผลสืบเนื่องจากสหปัจจัย ในการดำเนินงานสุขศึกษาและประชาสัมพันธ์ เพื่อแก้ปัญหาสาธารณสุข จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างสาขา ทั้งภาครัฐและเอกชน จึงจะช่วยให้สามารถดำเนินการแก้ปัญหาพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมได้ ดังนั้น การจัดให้มีการระดมทรัพยากร จากหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อม กระทรวงมหาดไทย ทบวงมหาวิทยาลัย เป็นต้น ทั้งทางด้านวิชาการ งบประมาณ บุคลากร การผลิตและการใช้สื่อสุขศึกษาต่าง ๆ ซึ่งจะก่อให้เกิดประสิทธิผลสูงสุดในการแก้ปัญหาพฤติกรรมสุขภาพอย่างแท้จริง
ยุทธศาสตร์หลัก
ให้มีการประสานแผนการสรรหาทรัพยากรของรัฐ ระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทวงสาธารณสุข กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงมหาดไทย ทบวงหมาวิทยาลัย เป็นต้น ในการจัดตั้งคำของบประมาณรายปี และแผนปฏิบัติประจำปี สำหรับการดำเนินงานสุขศึกษาและพัฒนาพฤติกรรมสุขภาพ ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค
สนับสนุนการปฏิบัติงานสุขศึกษาและพัฒนาปัจจัยแวดล้อม เพื่อพฤติกรรมสุขภาพระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งทางด้านวิชาการ งบประมาณ บุคลากร รวมทั้งการติดตามประเมินผล และพัฒนาการใช้ทรัพยากรหน่วยงานต่าง ๆ ทุกระดับ
สนับสนุนให้ภาคเอกชนและองค์กรในท้องถิ่นมีส่วนร่วมในการดำเนินงานสุขศึกษาและประชาสัมพันธ์ และร่วมดูแลปัจจัยแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อการพัฒนาพฤติกรรมสุขภาพ รวมทั้งการร่วมเฝ้าระวังพฤติกรรมสุขภาพที่ไม่พึงประสงค์
ส่งเสริมให้ภาครัฐและภาคเอกชนร่วมสร้างกระแสและปลูกจิตสำนึก ค่านิยมที่ถูกต้อง ทางด้านสุขภาพแก่สังคม
นโยบายข้อ 7
ให้มีการพัฒนาองค์กรและการประสานงานสุขศึกษา และประชาสัมพันธ์อย่างเป็นระบบ ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค
แนวคิดหลักการ
ในการดำเนินงานเพื่อปลูกฝัง สร้างเสริม หรือพัฒนาพฤติกรรมสุขภาพของประชาชนกลุ่มเป้าหมายต่าง ๆ ให้ครอบคลุมและทั่วถึงนั้น จำเป็นต้องมีองค์กรหรือพัฒนาองค์กรที่มีอยู่ เพื่อการประสานการดำเนินงานระดับกระทรวง ทบวง กรม ที่เกี่ยวข้อง ทั้งในและนอกกระทรวงสาธารณสุขในส่วนกลาง ตลอดจนการพัฒนาองค์กรเพื่อการประสานการดำเนินงานทั้งในและนอกหน่วยงานสาธารณสุขในส่วนภูมิภาค ระดับเขต จังหวัด อำเภอ ตำบล และหมู่บ้าน อย่างเหมาะสม เอื้ออำนวยต่อการปฏิบัติการ
ยุทธศาสตร์
ส่งเสริมให้มีโครงสร้างองค์กรหรือพัฒนาองค์กร และการประสานการดำเนินงานสุขศึกษาและประชาสัมพันธ์ในหน่วยงานภาครัฐ ทุกระทรวง ทบวง กรม ที่เกี่ยวข้อง ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค รวมทั้งภาคเอกชน
พัฒนาศักยภาพระบบการประสานงานและพัฒนาเครือข่ายองค์กรที่รับผิดชอบการดำเนินงานสุขศึกษาและประชาสัมพันธ์ ทั้งภาครัฐและเอกชน ทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค
มีการพัฒนาองค์กรการประสานงานกลางด้านสุขศึกษาและประชาสัมพันธ์ของประเทศ เพื่อประสานนโยบาย การดำเนินงาน และการสนับสนุน รวมทั้งการติดตามประเมินผลงานสุขศึกษา และประชาสัมพันธ์ของประเทศในภาพรวม
ไปรษณีอิเลกทรอนิกส์
http://flash.picturetrail.com/pflicks/3/spflick.swf" quality="high" FlashVars="ql=2&src1=http://pic70.picturetrail.com/VOL1807/12944281/flicks/1/8035512" wmode="transparent" bgcolor="#000000" width="460" height="350" name="acrobat_cube" align="middle" allowScriptAccess="sameDomain" style="height:350px;width:460px" type="application/x-shockwave-flash">
http://www.picturetrail.com/misc/counter.fcgi?link=%2FphotoFlick%2Fsamples%2Fpflicks%3Dshtml&cID=924"> align="left" src="http://pics.picturetrail.com/res/pflicks/pt.gif" border="0">http://www.picturetrail.com/misc/counter.fcgi?link=%2FphotoFlick%2Fsamples%2Fpflicks%3Dshtml&cID=925">
align="left" style="margin-left:5px" src="http://pics.picturetrail.com/static/images/pt2.gif" border="0">
วันศุกร์ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2553
เรื่องจริงเกี่ยวกับการใช้สิทธิ์ประกันสังคม
มีเรื่องจริงเกี่ยวกับการใช้สิทธิ์ประกันสังคม ที่ โรงพยาบาลเพชรรัชต์ มาเล่าสู่กันให้ฟัง เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2550 ผมได้ไปใช้สิทธิประกันสังคมที่ ร.พ.เพชรรัชต์ เพราะเป็น ต้อเนื้อที่ตาข้างหนึ่งมานาน จนเกือบจะมองไม่เห็น หมอตาระบุว่าต้อเกือบเต็มตา ให้ประสาน จนท.ประกันสังคม ร.พ.เพื่อนัดคิวผ่าตัด ครั้นเมื่อตรวจเสร็จ จนท. ร.พ. ให้แจ้งเบอร์โทรศัพท์พร้อมบอกว่าจะโทร แจ้งคิวผ่าตัดวันที่ 5 พ.ค. 50 จวบจนเลยวันที่นัด(ไม่มีจนท.โทรแจ้งเลยว่าจะได้คิวเมื่อไร) วันที่ 8 พ.ค.50 ผมจึงได้โทรไปสอบถาม จนท.ฝ่ายจัดคิวห้องผ่าตัดตา(ชื่อเธออยู่บนท้องฟ้ากลางคืน) ได้รับคำตอบว่ามีคิวผ่าเดือนมิถุนายนโน้น ผมก็ถามต่อว่าผมเป็นคิวที่เท่าไหร่ก่อนหน้าผมมีกี่คนที่รอผ่า เธอก็ไม่ยอมบอกอ้างว่าไม่ทราบ(ไม่ทราบคิวแล้วจะมาจัดคิวทำแมวอะไรหว่า) ผมถามต่อว่าที่บอกเดือนมิถุนายน นะมันวันที่เท่าไร กันแน่ เธอบอกว่าตอนนี้ยังไม่ทราบแต่จะโทรมาแจ้งผมวันหลัง รอแล้วรอเล่าเฝ้าแต่รอก็ไม่มีใครโทรมาแจ้ง ผมก็โทรไปใหม่ประมาณวันที่ 17พ.ค.50 (เพราะหากปิดตาที่ไม่ได้เป็นต้อเหลือข้างที่เป็นต้อจะมองหน้าคนเบลอมากๆ) เธอแจ้งเหมือนเดิมว่าคิวยังไม่ทราบแต่จะโทรกลับไปบอกหากทราบคิว (ตกลงเธอคือคนจัดคิวหรือจนท.ร.พ.ด้านประกันสังคมหรือ ผ.อ.ร.พ.เป็นคนจัดกันแน่)แต่ที่แน่ๆคิวผ่าผ.อ.น่าจะมีส่วนไม่มากก็น้อย ในการอนุมัติห้องผ่า(ตามความคิดของผม) เอ้าไหนๆรอมาแรมเดือนแล้วก็ต้องรอต่อโดยไร้จุดหมายว่าจะได้ผ่าเมื่อไร จนกระทั่งวันที่ 30พ.ค.50 ได้โทรไปเจอ จนท.จัดคิวคนใหม่ (ชื่อมนีอะไรสักอย่าง)รับสายผมแล้วบอกให้รอสายเธอจะไปประสานงาน เธอปล่อยให้ผมถือสายรอ16นาที(สิบหกนาทีเต็ม)แล้วกลับมาคุยปกติไ ม่มีขอโทษขอโพยที่ผมรอนานสักคำเธอแจ้งว่าคิวผ่าตัดมีเดือนตุลาคมโน้นนนนน อ้าวไหงเป็นงี้หว่าผมโง้ง งง ผมก็ถามว่าผมอยากรู้ว่าหากต้องรอนานเช่นนี้ตาผมจะบอดไหม ต่อสายโอนสายให้คุยกับหมอหน่อยได้ไหมเธอบอกว่าขณะนี้หมอไม่อยู่ ผมขอเบอร์หมอเธอก็ไม่ให้แล้วบอกเหมือนเดิมว่าขอประสาน แล้วจะแจ้งวันผ่าให้ทราบอีกครั้ง(อีกแล้วสิสำหรับผม)เลยถามไปว่าหากผม จะไม่ใช้สิทธิ์ประกันสังคมแต่จะให้เงินสดจะได้คิวเร็วกว่าไหมเธอบอกว่าเร็วกว่า (เร็วจนเหมือนไม่ได้คิดอะไรหรือเหมือนจะเป็นปกติของที่นี่หรือป่าว) ผมก็ว่างั้นภายในวันนี้โทรแจ้งผมละกันว่าจะได้ผ่าเมื่อไรแล้วผมก็วางสาย แล้วก็ขับรถไปคิดไป เอะทำไม จนท 2คนแจ้งเดือนไม่ตรงกันอีกคนบอกมิ.ยอีกคนบอกต.ค.แล้วผมจะเชื่อใครดี แล้วผมจะใช้เงินตัวเองแทนการใช้ประกันสังคมมันสักเท่าไร(เท่าที่พอรู้คงไม่เกิน 5พันกระมัง) เลยตัดสินใจโทรไปอีกครั้งทีนี้ได้คุยกับ จนทประกันสังคมของร.พ.เธอบอกว่าคิวผ่าหมอเป็นคนกำหนด (อ้าวแล้วให้ผมประสานห้องผ่ากับร.พ.ทำแมวไรเนี่ย)ผมก็เลยถามว่าจนทแจ้ง ผมว่าใช้เงินส่วนตัวจะได้ผ่าเร็วงั้นผมขอทราบค่าใช้จ่ายและรบกวนประสานหมอ เรื่องวันผ่าให้ผมด้วย เธอบอกว่าผมเข้าใจอะไรผิดหรือป่าวคิวใช้ประกันสังคมกับเงินสดเท่าเทียมกัน ผมก็แย้งว่าจนท.ใหม่ที่คุยโทรศัพท์กับผมก่อนหน้านี้ยืนยันว่าใช้เงินส่วนตัว เร็วกว่า จนผมต้องให้จนท ที่เคยคุยกับผมมาคุยอีกครั้ง เธอยอมรับว่าพูดจริงแต่เพิ่งเข้ามาทำงานข้อมูลเลยไม่ถูกต้อง(อ้าวเอาการเป็นเด็ก ใหม่มาอ้างหรือป่าวไม่ทราบ)อันนี้เมื่อเขายอมรับว่าเป็นเด็กใหม่ผมก็ให้อภัย แล้วมาคุยต่อกับ จนท ประกันสังคมของร.พ.ให้ประสานคิวผ่าให้ผม เธอก็บอกว่าจะรายงานเรื่องนี้ต่อผู้บริหารเพื่อประสานคิวผ่าตัดให้แล้วจะโทรบอก ต่อมา จนท ประกันสังคม ก็โทรมาแจ้งคิวผ่าตัดให้ผมทราบ ผมตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้หลายประการ 1 การใช้เงินส่วนตัว เร็วกว่าใช้ประกันสังคม จริงหรือไม่(ผมคิดว่าเป็นไปตามที่จนท.ร.พ.มาใหม่บอกผมว่าใช้เงินส่วนตัวเร็วกว่า) 2 คิวผ่าตัดส่วนประกันสังคมอยู่ที่ หมอหรือจนท ร.พ. หรือ ผ.อ.แล้วมาตรฐานการจัดคิวมีหรือไม่อย่างไร(ผมคิดว่าหมอไม่เกี่ยวคาดว่าน่าจะอยู่ที่ ผ.อ.กับจนท.งานประกันสังคมร.พ. ส่วนมาตรฐานการจัดคิวไม่เห็นมีบรรทัดฐานหรืออย่างน้อย จนท ไม่สามารถให้ความกระจ่างกับผมได้หรือว่าขึ้นอยู่กับเงินที่ร.พ.ได้โค้วต้ามา แต่ละเดือนหรือพยายามsaveให้มากที่สุดหรือไม่เป็นสิ่งที่ผมอยากรู้ต่อไป ) 3 หากผมไม่ตามทวงถามสิทธิ์ผมจะได้ผ่าเร็วไหม(ผมว่าหากไม่โทรตามเขาก็คงเมิน เฉยรอจนคนไข้ติดต่อกลับกระมังถึงจะแจ้งคิวผ่าหรืออาจโยนยาว ไปผ่าปลายปีโน้นทีเดียว) 4 แล้วเมื่อ ผมใช้สิทธิ์ตามประกันสังคม แต่ไม่ได้รับความสะดวก อยากจะเปลี่ยน ร.พ.ก่อนหมดวาระ สามารถทำได้ไหม อย่างไร (ท่านผู้รู้ช่วยตอบหน่อยครับ) 5 เมื่อเสียความรู้สึก งานการเสียหาย(ตามองไม่ชัดเจนระหว่างรอผ่า) ทาง ร.พ.เพชรรัชต์ จะเยียวยาหรือทดแทนอะไรให้เรา(คงไม่กระมัง ร.พ. แปลงร่างเป็น ธุรกิจที่มอง ผลกำไรมากกว่า สุขภาพที่ดีของผู้รับบริการแล้วมั้ง) 6 แล้วประกันสังคมจว.พบ.จะรับทราบไหม ว่า หรือมีมาตรการจัดการกับ ระบบ ของ ร.พ.ยังไง 7 ปี 51 จะชวนเพื่อนๆ อ.เมือง ท่ายาง บ้านแหลม บ้านลาด ชะอำ ย้าย ร.พ.ไป ร.พ.ไหนดี ครับ เมืองเพชรธนหรือพระจอมเกล้าฯหรือทางออกอื่นๆมีไหม(ขอความรู้ จากท่านผู้รู้ด้วยครับ) ปล/// ประเด็นของผมอาจจะไม่หนักหนาเท่าคนอื่นๆแต่เขาอาจจะไม่ได้มาเรียบเรียง หรือมีช่องทาง แจ้งให้เราๆท่านๆทราบ จะทำไงกันดี ปล เมือ่ผมได้ใช้พื้นที่ตรงนี้ฝากไปถึง พนง.เคเบิลเพชร อ่านแล้วอยากเปลี่ยน ร.พ.กันบ้างไหม ดูกันเอาพิจารณากันเอานะครับ ตลอดจน เคเบิลบ้านแหลม เคเบิลท่ายาง เคเบิลชะอำ และสื่อมวลชนเพชรบุรี และผู้ที่ใช้ประกันสังคม ที่เพชรรัชต์ด้วย
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)

.bmp)

