วันศุกร์ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2553
วันจันทร์ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2553
หลักสูตรระบาดวิทยา
จากประสบการณ์การระบาดของโรคซาร์สในทวีปเอเซีย ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2545 เป็นต้นมา ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างแก่การสาธารณสุขของประเทศต่างๆ หลายประเทศ ประเทศไทยได้มีการเริ่มดำเนินการทางระบาดวิทยาทันที ตั้งแต่
่วันที่ 11 มีนาคม 2546 เมื่อได้รับรายงานผู้ป่วยซาร์สรายแรกที่เดินทางจากเวียตนามถึงกรุงเทพมหานคร โดยได้มี
ีการดำเนินการที่สำคัญในด้าน 4 ด้านคือ 1) การเฝ้าระวังและการสอบสวนโรคทางระบาดวิทยา 2) การควบคุมโรคในด้านสาธารณสุข 3) การควบคุมโรคในโรงพยาบาล และ 4) การตรวจทางห้องปฏิบัติการ โดยขยายขอบเขตการดำเนินการออกไป
ทั่วประเทศ
นอกจากภาวะคุกคามที่สำคัญที่เป็นโรคติดต่อแล้ว ในปัจจุบันภาวะปัญหาทางสาธารณสุขของไทยได้เริ่มมีปัญหาโรคไม่ติดต่อ โรคจากการประกอบอาชีพ และโรคจากสิ่งแวดล้อมเข้ามาเป็นปัญหาที่สำคัญ ดังจะเห็นได้จากภาระโรคของโรคไม่ติดต่อต่างๆ เช่น โรคหลอดเลือดหัวใจและสมอง โรคเบาหวาน ภาวะความดันโลหิตสูง ที่สูงในระดับต้นๆ ของปัญหาสาธารณสุขของคนไทย ปัญหาที่เกิดจากการรั่วไหลของกัมมันตรังสี (เช่น ปัญหาการรั่วไหลของโคบอลล์) ปัญหาการปนเปื้อนของโลหะหนักในสถานที่
ี่ทำงานหรือสภาพแวดล้อม (เช่น ปัญหาการปนเปื้อนของตะกั่วในโรงงาน ปัญหาสารหนู และปัญหาการปนเปื้อนของแคดเมี่ยม เป็นต้น) ซึ่งก่อให้เกิดปัญหาต่อสุขภาพของคนไทยได้รุนแรงเช่นกัน
ในการที่จะดำเนินงานควบคุมป้องกันปัญหาต่างๆ ให้ได้ผล เจ้าหน้าที่ของสำนักงานป้องกันควบคุมโรค จะต้องมีความรู้และทักษะทางระบาดวิทยาภาคสนามเป็นอย่างดี การเพิ่มพูนความรู้และทักษะทางระบาดวิทยาภาคสนามแก่เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบงานด้านการป้องกันควบคุมโรคในสำนักงานป้องกันควบคุมโรค จะทำให้การดำเนินงานระบาดวิทยาในส่วนภูมิภาคมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และเกิดประโยชน์ต่อการป้องกันและควบคุมปัญหาการระบาดของโรคและภัยต่างๆ รวมถึงการวางแผนงานสาธารณสุขเพื่อการแก้ไขปัญหา
กรมควบคุมโรค และมูลนิธิสุชาติ เจตนเสน เล็งเห็นความสำคัญดังกล่าว จึงได้จัดทำโครงการฝึกอบรมหลักสูตรระบาดวิทยาประยุกต์เพื่อการป้องกันควบคุมโรคขึ้น 2 หลักสูตร ได้แก่ หลักสูตรระบาดวิทยาประยุกต์เพื่อการป้องกันควบคุมโรค และโครงการฝึกอบรมระบาดวิทยาประยุกต์สำหรับการดำเนินงานป้องกันควบคุมโรคไม่ติดต่อและโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนาศักยภาพของบุคลากรของสำนักงานป้องกันควบคุมโรคเขต ทั้ง 12 เขต ในด้านระบาดวิทยา การป้องกันและควบคุมโรค
การอบรมหลักสูตรระบาดวิทยาประยุกต์เพื่อการป้องกันควบคุมโรค สัปดาห์ที่ 1
วันที่
08:30 - 10:00 10:30 - 12:00
14:00 - 15:30 16:00 - 17:30
อาทิตย์ (1) ปฐมนิเทศ (2) Pre-test
จันทร์ (3) พิธีเปิด (4) ระบาดวิทยาและ
การป้องกันโรค (5) บทนำทางด้าน
ระบาดวิทยา (6) การวัดการเกิดโรค
อังคาร (7) ชีวสถิติเบื้องต้น (8) ระบาดวิทยา
เชิงพรรณนา (9) หลักการ Monitoring and evaluation
พุธ (10) การเฝ้าระวัง
ทางระบาดวิทยา (11) การเฝ้าระวังโดย
การสำรวจ (12) Sentinel surveillance (13) การประเมิน
สถานการณ์และการ
ลำดับความสำคัญ
ปัญหาสาธารณสุข
พฤหัส (14) การประเมินระบบเฝ้าระวัง (15) data presentation (16) Oral presentation
ศุกร์ (17) การเขียนรายงาน (18) สรุปบทเรียนการ
ระบาดของโรคซาร์ส
ในทวีป เอเชีย (19) การมอบหมายงาน
และการประชุมระหว่าง
ผู้เข้ารับการอบรมและ
คณาจารย์ที่ปรึกษา
การอบรมหลักสูตรระบาดวิทยาประยุกต์เพื่อการป้องกันควบคุมโรค สัปดาห์ที่ 2
วันที่
08:30 - 10:00 10:30 - 12:00
14:00 - 15:30 16:00 - 17:30
อาทิตย์ (21) ทบทวนบทเรียน (22) Questionnaires Design
จันทร์ (23) ระบาดวิทยา
เชิงวิเคราะห์ (24) Bias and Confounding (25) การสอบสวนโรค: แนวคิด หลักการ ข้อควรระวัง
อังคาร (26) Problem Exercise: การสอบสวนปัญหา
โรคติดเชื้อ (26) Problem Exercise: การสอบสวนปัญหา
โรคติดเชื้อ
พุธ (27) การฝึกปฏิบัติวิเคราะห์ข้อมูล
และการเลือกใช้สถิติ (27) การฝึกปฏิบัติวิเคราะห์ข้อมูล
และการเลือกใช้สถิติ
พฤหัส (28) วิธีการควบคุมสถานการณ์การระบาด (29) การวางแผนกลยุทธเพื่อป้องกัน
และควบคุมโรค
ศุกร์ (29) การวางแผนกลยุทธเพื่อป้องกัน
และควบคุมโรค (29) การวางแผนกลยุทธเพื่อป้องกัน
และควบคุมโรค
การฝึกอบรมระบาดวิทยาประยุกต์สำหรับการดำเนินงานป้องกันควบคุมโรคไม่ติดต่อ
และโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม สัปดาห์ที่ 1
วันที่
08:30 - 10:00 10:30 - 12:00
14:00 - 15:30 16:00 - 17:30
อาทิตย์ (1) ปฐมนิเทศ (2) Pre-test
จันทร์ (3) พิธีเปิด (4) บทนำทางด้าน
ระบาดวิทยา (5) ระบาดวิทยา
เชิงพรรณนา (6) ธรรมชาติ
การเกิดโรค
อังคาร (7) ชีวสถิติเบื้องต้น (8) การวัดการเกิดโรค (8) การวัดการ
เกิดโรค:แบบฝึกหัด
พุธ (9) Health Information system (10) ฐานข้อมูล
โรคจากการ
ประกอบ
อาชีพ และ
สิ่งแวดล้อม (11) การเฝ้าระวัง
ทางระบาดวิทยา
(12) การสำรวจ และการเฝ้าระวังโดยการสำรวจ
พฤหัส (13) การประเมินระบบเฝ้าระวัง (14) แบบฝึกหัด การเฝ้าระวังโรคไม่ติดต่อ
และการเฝ้าระวังโรคจากการประกอบ
อาชีพและสิ่งแวดล้อม
ศุกร์ (15) Data presentation (16) Oral Presentation (17) การเขียนรายงาน
การฝึกอบรมระบาดวิทยาประยุกต์สำหรับการดำเนินงานป้องกันควบคุมโรคไม่ติดต่อ
และโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม สัปดาห์ที่ 2
วันที่
08:30 - 10:00 10:30 - 12:00
14:00 - 15:30 16:00 - 17:30
อาทิตย์ (21) การฝึกปฏิบัติวิเคราะห์ข้อมูล และการเลือกใช้สถิติ (21) การฝึกปฏิบัติวิเคราะห์ข้อมูล และการเลือกใช้สถิติ
จันทร์ (22) ระบาดวิทยา
เชิงวิเคราะห์ (23) Bias and Confounding (24) Problem Exercise: Cohort study
อังคาร (25) Exposure assessment (26) Risk assessment (27) Problem Exercise: Case-control study
พุธ (28) การสอบสวนโรค: แนวคิด หลักการ ข้อควรระวัง (29) กลยุทธ์ในการป้องกันและควบคุมโรคไม่ติดต่อ และโรคจากการประกอบอาชีพ และสิ่งแวดล้อม
พฤหัส (30) การวางแผนกลยุทธ์เพื่อป้องกันและควบคุมโรค (31) Problem Exercise: กลยุทธ์ในการป้องกันและควบคุมโรคไม่ติดต่อ และโรคจากการประกอบอาชีพ และสิ่งแวดล้อม
ศุกร์ (30) การวางแผนกลยุทธ์เพื่อป้องกันและควบคุมโรค (30) การวางแผนกลยุทธเพื่อป้องกันและควบคุมโรค
สุขบัญญัติ
--------------------------------------------------------------------------------
สุขบัญญัติ คือ ข้อกำหนดที่เด็กและเยาวชน ตลอดจนประชาชนทั่วไปพึงปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอจนเป็นสุขนิสัยเพื่อ
ให้มีสุขภาพดีทั้งร่างกาย จิตใจ และสังคม ดังนั้นการส่งเสริม สุขบัญญัติแห่งชาติจึงเป็นกลวิธีหนึ่ง
ในการสร้างเสริมและปลูกฝังพฤติกรรมสุขภาพที่พึงประสงค์ เพื่อให้เด็กเยาวชน
และประชาชนปฏิบัติเพื่อนำไปสู่การมีสุขภาพดี
สุขบัญญัติแห่งชาติ ๑๐ ประการ มีสาระสำคัญดังนี้
๑. ดูแลรักษาร่างกายและของใช้ให้สะอาด
๒. รักษาฟันให้แข็งแรงและแปรงฟันทุกวันอย่างถูกต้อง
๓. ล้างมือให้สะอาดก่อนกินอาหารและหลังการขับถ่าย
๔. กินอาหารสุก สะอาด ปราศจากสารอันตราย และหลีกเลี่ยงอาหารรสจัด สีฉูดฉาด
๕. งดบุหรี่ สุรา สารเสพติด การพนัน และการสำส่อนทางเพศ
๖. สร้างความสัมพันธ์ในครอบครัวให้อบอุ่น
๗. ป้องกันอุบัติภัยด้วยการไม่ประมาท
๘. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และตรวจสุขภาพประจำปี
๙. ทำจิตใจให้ร่าเริงแจ่มใสอยู่เสมอ
๑๐. มีสำนึกต่อส่วนร่วม ร่วมสร้างสรรค์สังคม
สภาพปัญหาสาธารณสุข ในปัจจุบันเกิดจากปัจจัยทางด้านสังคม สิ่งแวดล้อม รวมทั้งพฤติกรรม
และมีแนวโน้มรุนแรงมากขึ้น การแก้ไขปัญหาโดยการส่งเสริมและพัฒนาพฤติกรรมที่พึง
ประสงค์สำหรับกลุ่มวัยเรียน วัยทำงานและผู้สูงอายุ ให้เหมาะสมกับสภาพปัญหาและปัจจัยแวดล้อม
ที่เปลี่ยนแปลงไปจึงต้องมีความหลากหลาย ยืดหยุ่นสอดคล้องกับทรัพยากรและวัฒนธรรมท้องถิ่นนั้นๆ
เป็นสำคัญ อย่างไรก็ตามวิธีการหนึ่งที่ควรจะนำมาใช้คือ สุขบัญญัติแห่งชาติ เพราะเป็นการสร้างเสริม
และปลูกฝังพฤติกรรมสุขภาพในทุกกลุ่มประชากรเป้าหมาย หากนำสุขบัญญัติไปใช้ปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ
และต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดพฤติกรรมถาวรอันจะนำไปสู่การวางรากฐานด้านสุขภาพที่ดีต่อไป
สุขบัญญัติเป็นเครื่องมือในการวางแผนปฏิบัติการทางด้านสุขศึกษาที่สำคัญที่จะก่อให้
เกิดการสร้างเสริมพฤติกรรมที่พึงประสงค์ให้เป็นสุขนิสัยตั้งแต่วัยเด็ก การดูแลตนเอง ครอบครัว และสังคม
นอกจากนี้เด็กจะสามารถเป็นตัวกระตุ้นและผลักดันที่สำคัญในการปรับแก้พฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ในกลุ่มอื่น
ต่อไป
นโยบายข้อ 1
ให้มีการพัฒนาองค์ความรู้ด้านสุขศึกษาและพฤติกรรมสุขภาพที่จำเป็นและมีประสิทธิภาพต่อการแก้ปัญหาสาธารณสุขในทุกระดับ
แนวคิดหลักการ
ปัจจุบันปัจจัยที่มีผลต่อปัญหาสุขภาพของประชากรของประเทศ ส่วนใหญ่มีผลมาจากสิ่งแวดล้อมแทบทั้งสิ้น ดังนั้น การแก้ไขปัญหาสาธารณสุขในปัจจุบันจำเป็นจะต้องเร่งรัดการพัฒนาพฤติกรรมสุขภาพของเยาวชน วัยทำงาน และผู้สูงอายุให้เหมาะสม อนุรักษ์และฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมให้เหมาะสมไปพร้อม ๆ กัน ซึ่งการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมให้ได้ผลนั้น จำเป็นต้องพัฒนาองค์ความรู้ด้านสุขภาพ รวมทั้งในความรู้ในรูปแบบของสหวิชาการและความร่วมมือจากหน่วยงานต่าง ๆ โดยจำเป็นต้องวิจัยและพัฒนาองค์ความรู้ที่จำเป็นและเหมาะสมสำหรับประเทศไทยในการพัฒนาพฤติกรรมสุขภาพ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทุกระดับมีการพัฒนาและเพิ่มพูนความรู้ด้านสุขศึกษาและพฤติกรรมสุขภาพที่จำเป็น และมีประสิทธิภาพต่อการแก้ปัญหาสาธารณสุขในทุกระดับ
ยุทธศาสตร์คำชี้แจงประกอบนโยบายการสุขศึกษาแห่งชาติ
นโยบายข้อ 1
ให้มีการพัฒนาองค์ความรู้ด้านสุขศึกษาและพฤติกรรมสุขภาพที่จำเป็นและมีประสิทธิภาพต่อการแก้ปัญหาสาธารณสุขในทุกระดับ
แนวคิดหลักการ
ปัจจุบันปัจจัยที่มีผลต่อปัญหาสุขภาพของประชากรของประเทศ ส่วนใหญ่มีผลมาจากสิ่งแวดล้อมแทบทั้งสิ้น ดังนั้น การแก้ไขปัญหาสาธารณสุขในปัจจุบันจำเป็นจะต้องเร่งรัดการพัฒนาพฤติกรรมสุขภาพของเยาวชน วัยทำงาน และผู้สูงอายุให้เหมาะสม อนุรักษ์และฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมให้เหมาะสมไปพร้อม ๆ กัน ซึ่งการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมให้ได้ผลนั้น จำเป็นต้องพัฒนาองค์ความรู้ด้านสุขภาพ รวมทั้งในความรู้ในรูปแบบของสหวิชาการและความร่วมมือจากหน่วยงานต่าง ๆ โดยจำเป็นต้องวิจัยและพัฒนาองค์ความรู้ที่จำเป็นและเหมาะสมสำหรับประเทศไทยในการพัฒนาพฤติกรรมสุขภาพ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทุกระดับมีการพัฒนาและเพิ่มพูนความรู้ด้านสุขศึกษาและพฤติกรรมสุขภาพที่จำเป็น และมีประสิทธิภาพต่อการแก้ปัญหาสาธารณสุขในทุกระดับ
ยุทธศาสตร์
พัฒนาระบบข้อมูลข่าวสารด้านสุขศึกษาและพฤติกรรมสุขภาพให้ทันสมัยต่อสภาวะการณ์ในปัจจุบัน โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นผู้ร่วมดำเนินการ อาทิ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ฯลฯ ร่วมดำเนินการจัดตั้งศูนย์ข้อมูลข่าวสารด้านสุขศึกษาและพฤติกรรมสุขภาพ ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค
ส่งเสริมและสนับสนุนให้มีการวิจัยด้านสุขศึกษาและพฤติกรรมสุขภาพที่มีผลต่อพฤติกรรมของเยาวชน วัยทำงาน และผู้สูงอายุ ในหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง และจัดหาทุนจากองค์กร ทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อสนับสนุนการวิจัยนั้น ๆ
ส่งเสริมให้มีการแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างสาขาที่เกี่ยวข้องกับงานสุขศึกษาและพฤติกรรมสุขภาพ ในหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาครัฐและเอกชน
นโยบายข้อ 2
ให้มีการพัฒนาบุคลากรทางการแพทย์ การสาธารณสุข และอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องในองค์กรต่าง ๆ ทั้งภาครัฐ และภาคเอกชน ในด้านสุขศึกษาและพฤติกรรมศาสตร์
แนวคิดหลักการ
ปัจจัยที่มีผลต่อปัญหาสุขภาพของประชาชนในปัจจุบัน ได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมเป็นอย่างมาก ในอดีตปัญหาส่วนใหญ่เกิดจากการขาดความรู้ ความเข้าใจ และความเชื่อที่ผิดจากวัฒนธรรมดั้งเดิม การขาดแคลนบริการด้านสุขภาพ เป็นต้น แต่ในปัจจุบันนั้นพบว่า ปัญหาสุขภาพมีผลมาจากพฤติกรรมของประชาชนที่ไม่ถูกต้อง ปัญหาสิ่งแวดล้อม ปัญหาจากพฤติกรรมเสี่ยงจากการทำงานภาคอุตสาหกรรม ภาคเกษตรกรรม และการบริการมากขั้นตามลำดับ ดังนั้นในการแก้ปัญหาจึงจำเป็นที่จะต้องใช้บุคลากรที่มีความรู้หลายสาขา (สหวิชาการ) และหลายหน่วยงาน (สหสาขา) เข้ามามีส่วนร่วมในการดำเนินงาน อาทิ กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงแรงงานและสวัดิการสังคม กระทรวงวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม ทบวงมหาวิทยาลัย กระทรวงพาณิชย์ และสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งบุคลากรที่เกี่ยวข้องจะต้องมีข้อมูลข่าวสารด้านพฤติกรรมสุขภาพที่ทันสมัย มีการประสานกันระหว่างหน่วยงานที่ดี การผลิตบุคลากรที่เหมาะสม การประสานข้อมูลข่าวสาร และการใช้เทคโนโลยีด้านสุขศึกษาและพฤติกรรมสุขศาสตร์ที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพ ดังนั้น เพื่อให้บุคลากรมีแนวคิดในการดำเนินงานพัฒนาพฤติกรรมสุขภาพของประชาชนเป็นไปในทิศทางเดียวกันและร่วมกันในการแก้ไขปัญหาสุขภาพของประชาชนได้อย่างสัมฤทธิผล
ยุทธศาสตร์
สนับสนุนให้การศึกษาด้านพฤติกรรมศาสตร์ ผสมผสานไว้ในหลักสูตรวิชาชีพต่าง ๆ เช่น สาขาการแพทย์และสาธารณสุข สาขาการพัฒนาชุมชนและสังคม สาขาการศึกษา สาขาเกษตรกรรมและพาณิชยกรรม ฯลฯ
ให้มีการพัฒนาหลักสูตรวิชาชีพด้านสุขศึกษาและพฤติกรรมศาสตร์ของสถาบันการศึกษาต่าง ๆ ให้สอดคล้องกับสภาพปัญหาและความต้องการของประเทศอยู่เสมอ เพื่อใช้ประโยชน์จากบุคลากรอย่างมีประสิทธิภาพ
ให้มีการเผยแพร่และแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร และเทคโนโลยีด้านสุขศึกษาและพฤติกรรมศาสตร์ระหว่างหน่วยงาน และจัดให้มีการศึกษา อบรม องค์ความรู้และเทคโนโลยีด้านสุขศึกษาและพฤติกรรมศาสตร์แก่บุคลากรที่เกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม กระทรวงพาณิชย์ และสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นต้น
นโยบายข้อ 3
ให้มีการพัฒนาสื่อสุขศึกษาและประชาสัมพันธ์ที่ได้มาตรฐานทางวิชาการ
แนวคิดหลักการ
สื่อทุกประเภทมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมของมนุษย์ สื่อมวลชนและสื่ออื่น ๆ มีผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตและพฤติกรรมของบุคคล รวมทั้งอิทธิพลอย่างกว้างขวาง ทั้งในชุมชนเขตเมืองและเขตชนบท พฤติกรรมของประชาชนมีสาเหตุสำคัญที่ก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพ ทั้งในระดับบุคคล และชุมชน ดังนั้น การดำเนินงานเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว จำเป็นต้องดำเนินการปลูกฝังสร้างเสริมและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ ทั้งในระดับตนเองและครอบครัวจากพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ไปสู่พฤติกรรมที่พึงประสงค์ วิธีการหนึ่งที่จะช่วยในการดำเนินการแก้ไขปัญหาสุขภาพเหล่านี้ คือ การเผยแพร่ความรู้ ข้อมูลข่าวสารผ่านสื่อต่าง ๆ โดยเน้นการให้บริหารข้อมูลข่าวสารด้านสุขภาพแก่ประชาชนที่ถูกต้อง เป็นไปอย่างทั่วถึงและรวดเร็ว ซึ่งนับว่าเป็นกลวิธีการสุขศึกษาและประชาสัมพันธ์เชิงรุกวิธีการหนึ่ง
การผลิตสื่อสุขศึกษายังขาดการประสานงานกันระหว่างภาครัฐและเอกชนอย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะเป้าหมายของสื่อไม่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ทำให้กลุ่มเป้าหมายหรือประชาชนสับสนอีกทั้งในการผลิตสื่อดังกล่าว ยังขาดการพัฒนาที่เป็นกระบวนการด้านวิชาการที่ครบวงจรจากผู้เชี่ยวชาญในเรื่องนั้น ๆ สื่อบางสื่ออาจจะนำเสนอข้อมูลด้านหนึ่ง แต่อาจมีผลกระทบด้านลบกับอีกปัญหาหนึ่งได้ หากมีการพัฒนาเทคโนโลยีสื่อสุขศึกษาและประชาสัมพันธ์ที่เหมาะสม และการควบคุมกำกับดูแลที่ได้มาตรฐานทางวิชาการ ทั้งภาครัฐและเอกชน จะเป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่งที่ช่วยให้การดำเนินงานสุขศึกษาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
ยุทธศาสตร์
จัดตั้งศูนย์สื่อสุขศึกษาและประชาสัมพันธ์ และสร้างระบบเครือข่ายเพื่อการสุขศึกษาและประชาสัมพันธ์ ทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค รวมถึงการจัดหาเครื่องมือโสตทัศนูปกรณ์เพื่อการผลิตและเผยแพร่
ส่งเสริมและสนับสนุนให้มีการพัฒนาและผลิตสื่อสุขศึกษาที่มีคุณภาพ และถูกต้องตามหลักวิชาการ ทั้งภาครัฐและเอกชน โดยนำเทคโนโลยีที่ทันสมัย และเหมาะสมมาใช้ รวมทั้งใช้สื่อท้องถิ่นให้เกิดประโยชน์สูงสุด
ให้มีการตรวจสอบความถูกต้อง ตามหลักวิชาการในการผลิตสื่อ เพื่อการสุขศึกษาและประชาสัมพันธ์
เผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร โดยผสมผสานการใช้สื่อและช่องทางที่เหมาะสม สอดคล้องกับเทคโนโลยีการสื่อสารและวิถีชีวิตของกลุ่มเป้าหมาย ทั้งสื่ออิเล็คทรอนิคส์ สื่อสิ่งพิมพ์ สื่อโทรคมนาคม สื่อท้องถิ่น และศิลปินท้องถิ่น
นโยบายข้อ 4
ให้มีการดำเนินงานสุขศึกษาและประชาสัมพันธ์ เพื่อให้ประชาชนมีพฤติกรรมสุขภาพที่ถูกต้อง
แนวคิดหลักการ
ปัจจุบันปัญหาสาธารณสุขส่วนใหญ่มีผลมาจากปัจจัยด้านพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของบุคคล ดังนั้น การดำเนินงานสุขศึกษาเพื่อแก้ไขปัญหาสาธารณสุขของประเทศ ต้องเน้นการพัฒนาประชาชนให้มีความรู้และทักษะที่จำเป็นในการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพของประชาชนให้เหมาะสมทั้งระดับบุคคล ครอบครัว และชุมชน ซึ่งการดำเนินงานดังกล่าว จะต้องมีการปรับเปลี่ยนและพัฒนาพฤติกรรมสุขภาพที่สำคัญซึ่งก่อให้เกิดปัญหาสาธารณสุขของประเทศให้เหมาะสม มีการเฝ้าระวังพฤติกรรมสุขภาพ รวมทั้งการพัฒนาปัจจัยแวดล้อม ทั้งในโรงเรียนชุมชนเมืองและชนบท และสถานประกอบการให้เหมาะสม และเอื้ออำนวยต่อการพัฒนาพฤติกรรมสุขภาพ ครอบคลุมทั้งพฤติกรรมการส่งเสริมสุขภาพ การป้องกันโรค การรักษา และฟื้นฟูสภาพ ตลอดจนสามารถช่วยเหลือตนเองและร่วมกันแก้ไขปัญหาสาธารณสุขของท้องถิ่นได้
ยุทธศาสตร์
ส่งเสริมและสนับสนุนให้มีการดำเนินงานสุขศึกษาและพัฒนาพฤติกรรมสุขภาพให้ครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมาย ทั้งในระบบการศึกษา ระบบบริการสาธารณสุข การเกษตรและอุตสาหกรรม รวมทั้งประชาชนในเขตเมืองและชนบท โดยให้สอดคล้องกับปัญหาสาธารณสุขของประเทศ
ส่งเสริมสนับสนุนให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการดำเนินงานสุขศึกษาและพัฒนาพฤติกรรมสุขภาพ รวมทั้งสนับสนุนให้มีการดำเนินงานสุขศึกษาและพัฒนาพฤติกรรมสุขภาพที่เป็นระบบและครบวงจร
ส่งเสริมและสนับสนุนให้มีการสร้างและพัฒนาเกณฑ์การปฏิบัติขั้นพื้นฐานและเกณฑ์การประเมินผลในการดำเนินงานสุขศึกษาและพัฒนาพฤติกรรมสุขภาพ รวมทั้ง การพัฒนารูปแบบและเครื่องมือในการเฝ้าระวังพฤติกรรมสุขภาพให้มีประสิทธิภาพ
ให้มีการประสานแผนงานและการใช้ทรัพยากร รวมทั้งการแลกเปลี่ยนเทคโนโลยีในการดำเนินงานสุขศึกษารหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาครัฐและเอกชน
สนับสนุนให้มีการควบคุมการโฆษณาทางสื่อมวลชนต่าง ๆ ที่มีผลต่อการปลูกฝังสร้างเสริมพฤติกรรมสุขภาพไปในทางที่ผิด
ส่งเสริมและแสวงหาความร่วมมือจากหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้มีการนำภาษีจากการโฆษณาสินค้ามาใช้ในการดำเนินงานสุขศึกษาและประชาสัมพันธ์เพื่อคุ้มครองผู้บริโภคผ่านสื่อมวลชน
นโยบายข้อ 5
ให้มีการสร้างเสริมและปลูกฝังพฤติกรรมสุขภาพ ในรูปของสุขบัญญัติแห่งชาติในทุกกลุ่มประชากรเป้าหมาย
แนวคิดหลักการ
ปัญหาสาธารณสุขในปัจจุบันส่วนใหญ่มีสาเหตุสำคัญมาจากการที่ประชาชนในประเทศมีพฤติกรรมสุขภาพที่ไม่เหมาะสม ดังนั้น เพื่อเป็นการแก้ปัญหาสาธารณสุขดังกล่าว จึงจำเป็นต้องดำเนินการเพื่อให้ประชาชนมีพฤติกรรมสุขภาพที่ถูกต้อง สำหรับการแก้ไขปัญหาสาธารณสุข โดยมีการปลูกฝังและสร้างเสริมพฤติกรรมสุขภาพให้เกิดขึ้นในกลุ่มประชาชนทั่วไปตั้งแต่เด็ก เพื่อให้เป็นพฤติกรรมสุขภาพขั้นพื้นฐาน สำหรับการพัฒนาต่อไปจนเป็นค่านิยมทางสุขภาพในที่สุด กระทรวงสาธารณสุขได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กำหนดกลวิธีในการปลูกฝังและสร้างเสริมพฤติกรรมสุขภาพที่พึงประสงค์ขั้นพื้นฐานในรูปของสุขบัญญัติสำหรับให้เด็ก เยาวชนและประชาชนทั่วไป ได้นำไปปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอเกิดการเรียนรู้และมีพฤติกรรมสุขภาพที่ยั่งยืนแล้วจะช่วยให้มีสุขภาพดี ทั้งทางด้านร่างกาย จิตใจและสังคม ข้อกำหนดนี้เดิมเรียกว่า “กติกาอนามัย” ต่อมาได้นำคำว่า “สุขบัญญัติ” มาใช้แทนเมื่อ พ.ศ. 2503 แต่เนื่องจากสภาพสังคมสิ่งแวดล้อมและเทคโนโลยีต่าง ๆ ได้เปลี่ยนแปลงไป ทำให้ปัญหาสาธารณสุขเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม กระทรวงสาธารณสุข จึงได้ทำการปรับปรุงสุขบัญญัติขึ้นใหม่ในปี พ.ศ. 2535 เพื่อปรับปรุงเนื้อหาให้เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน โดยครอบคลุมพฤติกรรมที่พึงประสงค์ 6 ด้าน คือ ด้านอนามัยส่วนบุคคล ด้านอาหารและโภชนาการ ด้านการออกกำลังกาย ด้านสุขภาพจิต ด้านการป้องกันอุบัติเหตุ และด้านอนามัยสิ่งแวดล้อม ซึ่งอยู่ในรูปแบบของสุขบัญญัติแห่งชาติ 10 ประการ ดังนี้
การดูแลรักษาร่างกายและของใช้ให้สะอาด
รักษาฟันให้แข็งแรง และแปรงฟันทุกวันอย่างถูกต้อง
ล้างมือให้สะอาดก่อนกินอาหารและหลังขับถ่าย
กินอาหารสุก สะอาด ปราศจากสารอันตราย และหลีกเหลี่ยงอาหารรสจัด สีฉูดฉาด
งดบุหรี่ สุรา สารเสพติด การพนัน และการสำส่อนทางเพศ
สร้างความสัมพันธ์ในครอบครัวให้อบอุ่น
ป้องกันอุบัติภัยด้วยการไม่ประมาท
ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และตรวจสุขภาพประจำปี
ทำจิตใจให้ร่าเริงแจ่มใสอยู่เสมอ
มีสำนึกต่อส่วนรวม ร่วมสร้างสรรค์สังคม
จากแนวคิดหลักการดังกล่าว จึงเห็นว่าควรปลูกฝังสร้างเสริมพฤติกรรมสุขภาพตามแนวสุขบัญญัติแห่งชาติ ให้ประชาชนทุกกลุ่มเป้าหมายได้มีการเรียนรู้ เป็นการสร้างเสริมความเข้าใจ เจตคติ ค่านิยม และทักษะที่จำเป็นในการปฏิบัติทางสุขภาพให้เหมาะสมตามวัยควบคู่ไปกับการจัดปัจจัยแวดล้อมที่เอื้ออำนวยตาการพัฒนาพฤติกรรมสุขภาพ ทั้งการสร้างปัจจัยเอื้ออำนวยทางบวกและทางลบ ตลอดจนปัจจัยแวดล้อมทางสังคมที่เอื้ออำนวยและสนับสนุนจูงใจในการพัฒนาพฤติกรรมสุขภาพ ทั้งในโรงเรียน ชุมชน และสังคม ที่เกื้อกูลต่อการพัฒนาพฤติกรรมอันจะส่งผลให้ประชาชนมีสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดี อยู่ในสังคมได้อย่างปกติสุข
ยุทธศาสตร์
นำสุขบัญญัติแห่งชาติกำหนดเป็นนโยบาย และเป้าหมายของแผนงานระดับกระทรวงให้สอดคล้องกัน ในทุกกระทรวงที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงมหาดไทย
ส่งเสริม สนับสนุนให้มีคณะกรรมการสุขบัญญัติแห่งชาติระดับกระทรวง/ระดับกรม ในหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงมหาดไทย สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฯลฯ
ประสานความร่วมมือระหว่างองค์กรภาครัฐ องค์กรเอกชน และองค์กรประชาชน เพื่อสนับสนุนการสร้างเสริมและปลูกฝังพฤติกรรมสุขภาพที่พึงประสงค์
ส่งเสริมสนับสนุนการพัฒนาพฤติกรรมสุขภาพของประชาชน ทั้งในระดับบุคคลและครอบครัวให้มีพฤติกรรมสุขภาพที่เหมาะสม ตามข้อกำหนดในสุขบัญญัติแห่งชาติ โดยผ่าน
กระบวนการสุขศึกษาในสถานศึกษา
กระบวนการสุขศึกษาในชุมชน
กระบวนการสุขศึกษาในสถานบริการสาธารณสุข
กระบวนการสุขศึกษาในสถานประกอบการ
ส่งเสริมให้มีการกำหนดเนื้อหาสุขบัญญัติแห่งชาติไว้ในหลักสูตร และจัดกิจกรรมเสริมหลักสูตร ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน ทั้งในชั้นเรียนและนอกชั้นเรียน ในสถานศึกษาทุกระดับ
เผยแพร่ข้อมูลข้อมูลข่าวสารความรู้โดยผสมผสานการใช้สื่อ และช่องทางที่เหมาะสม สอดคล้องกับเทคโนโลยีการสื่อสารและวิถีชีวิตของกลุ่มเป้าหมาย ทั้งในสื่ออิเลคทรอนิกส์ สื่อสิ่งพิมพ์ สื่อโทรคมนาคม สื่อท้องถิ่น และศิลปินพื้นบ้าน
นโยบายข้อ 6
ให้มีการระดมทรัพยากร เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานสุขศึกษาและประชาสัมพันธ์ในการแก้ปัญหาสาธารณสุข ทั้งภาครัฐและเอกชนในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค
แนวคิดหลักการ
เนื่องจากปัญหาทางด้านสุขภาพในปัจจุบัน มีผลสืบเนื่องจากสหปัจจัย ในการดำเนินงานสุขศึกษาและประชาสัมพันธ์ เพื่อแก้ปัญหาสาธารณสุข จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างสาขา ทั้งภาครัฐและเอกชน จึงจะช่วยให้สามารถดำเนินการแก้ปัญหาพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมได้ ดังนั้น การจัดให้มีการระดมทรัพยากร จากหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อม กระทรวงมหาดไทย ทบวงมหาวิทยาลัย เป็นต้น ทั้งทางด้านวิชาการ งบประมาณ บุคลากร การผลิตและการใช้สื่อสุขศึกษาต่าง ๆ ซึ่งจะก่อให้เกิดประสิทธิผลสูงสุดในการแก้ปัญหาพฤติกรรมสุขภาพอย่างแท้จริง
ยุทธศาสตร์หลัก
ให้มีการประสานแผนการสรรหาทรัพยากรของรัฐ ระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทวงสาธารณสุข กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงมหาดไทย ทบวงหมาวิทยาลัย เป็นต้น ในการจัดตั้งคำของบประมาณรายปี และแผนปฏิบัติประจำปี สำหรับการดำเนินงานสุขศึกษาและพัฒนาพฤติกรรมสุขภาพ ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค
สนับสนุนการปฏิบัติงานสุขศึกษาและพัฒนาปัจจัยแวดล้อม เพื่อพฤติกรรมสุขภาพระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งทางด้านวิชาการ งบประมาณ บุคลากร รวมทั้งการติดตามประเมินผล และพัฒนาการใช้ทรัพยากรหน่วยงานต่าง ๆ ทุกระดับ
สนับสนุนให้ภาคเอกชนและองค์กรในท้องถิ่นมีส่วนร่วมในการดำเนินงานสุขศึกษาและประชาสัมพันธ์ และร่วมดูแลปัจจัยแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อการพัฒนาพฤติกรรมสุขภาพ รวมทั้งการร่วมเฝ้าระวังพฤติกรรมสุขภาพที่ไม่พึงประสงค์
ส่งเสริมให้ภาครัฐและภาคเอกชนร่วมสร้างกระแสและปลูกจิตสำนึก ค่านิยมที่ถูกต้อง ทางด้านสุขภาพแก่สังคม
นโยบายข้อ 7
ให้มีการพัฒนาองค์กรและการประสานงานสุขศึกษา และประชาสัมพันธ์อย่างเป็นระบบ ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค
แนวคิดหลักการ
ในการดำเนินงานเพื่อปลูกฝัง สร้างเสริม หรือพัฒนาพฤติกรรมสุขภาพของประชาชนกลุ่มเป้าหมายต่าง ๆ ให้ครอบคลุมและทั่วถึงนั้น จำเป็นต้องมีองค์กรหรือพัฒนาองค์กรที่มีอยู่ เพื่อการประสานการดำเนินงานระดับกระทรวง ทบวง กรม ที่เกี่ยวข้อง ทั้งในและนอกกระทรวงสาธารณสุขในส่วนกลาง ตลอดจนการพัฒนาองค์กรเพื่อการประสานการดำเนินงานทั้งในและนอกหน่วยงานสาธารณสุขในส่วนภูมิภาค ระดับเขต จังหวัด อำเภอ ตำบล และหมู่บ้าน อย่างเหมาะสม เอื้ออำนวยต่อการปฏิบัติการ
ยุทธศาสตร์
ส่งเสริมให้มีโครงสร้างองค์กรหรือพัฒนาองค์กร และการประสานการดำเนินงานสุขศึกษาและประชาสัมพันธ์ในหน่วยงานภาครัฐ ทุกระทรวง ทบวง กรม ที่เกี่ยวข้อง ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค รวมทั้งภาคเอกชน
พัฒนาศักยภาพระบบการประสานงานและพัฒนาเครือข่ายองค์กรที่รับผิดชอบการดำเนินงานสุขศึกษาและประชาสัมพันธ์ ทั้งภาครัฐและเอกชน ทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค
มีการพัฒนาองค์กรการประสานงานกลางด้านสุขศึกษาและประชาสัมพันธ์ของประเทศ เพื่อประสานนโยบาย การดำเนินงาน และการสนับสนุน รวมทั้งการติดตามประเมินผลงานสุขศึกษา และประชาสัมพันธ์ของประเทศในภาพรวม
ไปรษณีอิเลกทรอนิกส์
http://www.picturetrail.com/misc/counter.fcgi?link=%2FphotoFlick%2Fsamples%2Fpflicks%3Dshtml&cID=924"> align="left" src="http://pics.picturetrail.com/res/pflicks/pt.gif" border="0">http://www.picturetrail.com/misc/counter.fcgi?link=%2FphotoFlick%2Fsamples%2Fpflicks%3Dshtml&cID=925">
align="left" style="margin-left:5px" src="http://pics.picturetrail.com/static/images/pt2.gif" border="0">
วันศุกร์ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2553
เรื่องจริงเกี่ยวกับการใช้สิทธิ์ประกันสังคม
มีเรื่องจริงเกี่ยวกับการใช้สิทธิ์ประกันสังคม ที่ โรงพยาบาลเพชรรัชต์ มาเล่าสู่กันให้ฟัง เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2550 ผมได้ไปใช้สิทธิประกันสังคมที่ ร.พ.เพชรรัชต์ เพราะเป็น ต้อเนื้อที่ตาข้างหนึ่งมานาน จนเกือบจะมองไม่เห็น หมอตาระบุว่าต้อเกือบเต็มตา ให้ประสาน จนท.ประกันสังคม ร.พ.เพื่อนัดคิวผ่าตัด ครั้นเมื่อตรวจเสร็จ จนท. ร.พ. ให้แจ้งเบอร์โทรศัพท์พร้อมบอกว่าจะโทร แจ้งคิวผ่าตัดวันที่ 5 พ.ค. 50 จวบจนเลยวันที่นัด(ไม่มีจนท.โทรแจ้งเลยว่าจะได้คิวเมื่อไร) วันที่ 8 พ.ค.50 ผมจึงได้โทรไปสอบถาม จนท.ฝ่ายจัดคิวห้องผ่าตัดตา(ชื่อเธออยู่บนท้องฟ้ากลางคืน) ได้รับคำตอบว่ามีคิวผ่าเดือนมิถุนายนโน้น ผมก็ถามต่อว่าผมเป็นคิวที่เท่าไหร่ก่อนหน้าผมมีกี่คนที่รอผ่า เธอก็ไม่ยอมบอกอ้างว่าไม่ทราบ(ไม่ทราบคิวแล้วจะมาจัดคิวทำแมวอะไรหว่า) ผมถามต่อว่าที่บอกเดือนมิถุนายน นะมันวันที่เท่าไร กันแน่ เธอบอกว่าตอนนี้ยังไม่ทราบแต่จะโทรมาแจ้งผมวันหลัง รอแล้วรอเล่าเฝ้าแต่รอก็ไม่มีใครโทรมาแจ้ง ผมก็โทรไปใหม่ประมาณวันที่ 17พ.ค.50 (เพราะหากปิดตาที่ไม่ได้เป็นต้อเหลือข้างที่เป็นต้อจะมองหน้าคนเบลอมากๆ) เธอแจ้งเหมือนเดิมว่าคิวยังไม่ทราบแต่จะโทรกลับไปบอกหากทราบคิว (ตกลงเธอคือคนจัดคิวหรือจนท.ร.พ.ด้านประกันสังคมหรือ ผ.อ.ร.พ.เป็นคนจัดกันแน่)แต่ที่แน่ๆคิวผ่าผ.อ.น่าจะมีส่วนไม่มากก็น้อย ในการอนุมัติห้องผ่า(ตามความคิดของผม) เอ้าไหนๆรอมาแรมเดือนแล้วก็ต้องรอต่อโดยไร้จุดหมายว่าจะได้ผ่าเมื่อไร จนกระทั่งวันที่ 30พ.ค.50 ได้โทรไปเจอ จนท.จัดคิวคนใหม่ (ชื่อมนีอะไรสักอย่าง)รับสายผมแล้วบอกให้รอสายเธอจะไปประสานงาน เธอปล่อยให้ผมถือสายรอ16นาที(สิบหกนาทีเต็ม)แล้วกลับมาคุยปกติไ ม่มีขอโทษขอโพยที่ผมรอนานสักคำเธอแจ้งว่าคิวผ่าตัดมีเดือนตุลาคมโน้นนนนน อ้าวไหงเป็นงี้หว่าผมโง้ง งง ผมก็ถามว่าผมอยากรู้ว่าหากต้องรอนานเช่นนี้ตาผมจะบอดไหม ต่อสายโอนสายให้คุยกับหมอหน่อยได้ไหมเธอบอกว่าขณะนี้หมอไม่อยู่ ผมขอเบอร์หมอเธอก็ไม่ให้แล้วบอกเหมือนเดิมว่าขอประสาน แล้วจะแจ้งวันผ่าให้ทราบอีกครั้ง(อีกแล้วสิสำหรับผม)เลยถามไปว่าหากผม จะไม่ใช้สิทธิ์ประกันสังคมแต่จะให้เงินสดจะได้คิวเร็วกว่าไหมเธอบอกว่าเร็วกว่า (เร็วจนเหมือนไม่ได้คิดอะไรหรือเหมือนจะเป็นปกติของที่นี่หรือป่าว) ผมก็ว่างั้นภายในวันนี้โทรแจ้งผมละกันว่าจะได้ผ่าเมื่อไรแล้วผมก็วางสาย แล้วก็ขับรถไปคิดไป เอะทำไม จนท 2คนแจ้งเดือนไม่ตรงกันอีกคนบอกมิ.ยอีกคนบอกต.ค.แล้วผมจะเชื่อใครดี แล้วผมจะใช้เงินตัวเองแทนการใช้ประกันสังคมมันสักเท่าไร(เท่าที่พอรู้คงไม่เกิน 5พันกระมัง) เลยตัดสินใจโทรไปอีกครั้งทีนี้ได้คุยกับ จนทประกันสังคมของร.พ.เธอบอกว่าคิวผ่าหมอเป็นคนกำหนด (อ้าวแล้วให้ผมประสานห้องผ่ากับร.พ.ทำแมวไรเนี่ย)ผมก็เลยถามว่าจนทแจ้ง ผมว่าใช้เงินส่วนตัวจะได้ผ่าเร็วงั้นผมขอทราบค่าใช้จ่ายและรบกวนประสานหมอ เรื่องวันผ่าให้ผมด้วย เธอบอกว่าผมเข้าใจอะไรผิดหรือป่าวคิวใช้ประกันสังคมกับเงินสดเท่าเทียมกัน ผมก็แย้งว่าจนท.ใหม่ที่คุยโทรศัพท์กับผมก่อนหน้านี้ยืนยันว่าใช้เงินส่วนตัว เร็วกว่า จนผมต้องให้จนท ที่เคยคุยกับผมมาคุยอีกครั้ง เธอยอมรับว่าพูดจริงแต่เพิ่งเข้ามาทำงานข้อมูลเลยไม่ถูกต้อง(อ้าวเอาการเป็นเด็ก ใหม่มาอ้างหรือป่าวไม่ทราบ)อันนี้เมื่อเขายอมรับว่าเป็นเด็กใหม่ผมก็ให้อภัย แล้วมาคุยต่อกับ จนท ประกันสังคมของร.พ.ให้ประสานคิวผ่าให้ผม เธอก็บอกว่าจะรายงานเรื่องนี้ต่อผู้บริหารเพื่อประสานคิวผ่าตัดให้แล้วจะโทรบอก ต่อมา จนท ประกันสังคม ก็โทรมาแจ้งคิวผ่าตัดให้ผมทราบ ผมตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้หลายประการ 1 การใช้เงินส่วนตัว เร็วกว่าใช้ประกันสังคม จริงหรือไม่(ผมคิดว่าเป็นไปตามที่จนท.ร.พ.มาใหม่บอกผมว่าใช้เงินส่วนตัวเร็วกว่า) 2 คิวผ่าตัดส่วนประกันสังคมอยู่ที่ หมอหรือจนท ร.พ. หรือ ผ.อ.แล้วมาตรฐานการจัดคิวมีหรือไม่อย่างไร(ผมคิดว่าหมอไม่เกี่ยวคาดว่าน่าจะอยู่ที่ ผ.อ.กับจนท.งานประกันสังคมร.พ. ส่วนมาตรฐานการจัดคิวไม่เห็นมีบรรทัดฐานหรืออย่างน้อย จนท ไม่สามารถให้ความกระจ่างกับผมได้หรือว่าขึ้นอยู่กับเงินที่ร.พ.ได้โค้วต้ามา แต่ละเดือนหรือพยายามsaveให้มากที่สุดหรือไม่เป็นสิ่งที่ผมอยากรู้ต่อไป ) 3 หากผมไม่ตามทวงถามสิทธิ์ผมจะได้ผ่าเร็วไหม(ผมว่าหากไม่โทรตามเขาก็คงเมิน เฉยรอจนคนไข้ติดต่อกลับกระมังถึงจะแจ้งคิวผ่าหรืออาจโยนยาว ไปผ่าปลายปีโน้นทีเดียว) 4 แล้วเมื่อ ผมใช้สิทธิ์ตามประกันสังคม แต่ไม่ได้รับความสะดวก อยากจะเปลี่ยน ร.พ.ก่อนหมดวาระ สามารถทำได้ไหม อย่างไร (ท่านผู้รู้ช่วยตอบหน่อยครับ) 5 เมื่อเสียความรู้สึก งานการเสียหาย(ตามองไม่ชัดเจนระหว่างรอผ่า) ทาง ร.พ.เพชรรัชต์ จะเยียวยาหรือทดแทนอะไรให้เรา(คงไม่กระมัง ร.พ. แปลงร่างเป็น ธุรกิจที่มอง ผลกำไรมากกว่า สุขภาพที่ดีของผู้รับบริการแล้วมั้ง) 6 แล้วประกันสังคมจว.พบ.จะรับทราบไหม ว่า หรือมีมาตรการจัดการกับ ระบบ ของ ร.พ.ยังไง 7 ปี 51 จะชวนเพื่อนๆ อ.เมือง ท่ายาง บ้านแหลม บ้านลาด ชะอำ ย้าย ร.พ.ไป ร.พ.ไหนดี ครับ เมืองเพชรธนหรือพระจอมเกล้าฯหรือทางออกอื่นๆมีไหม(ขอความรู้ จากท่านผู้รู้ด้วยครับ) ปล/// ประเด็นของผมอาจจะไม่หนักหนาเท่าคนอื่นๆแต่เขาอาจจะไม่ได้มาเรียบเรียง หรือมีช่องทาง แจ้งให้เราๆท่านๆทราบ จะทำไงกันดี ปล เมือ่ผมได้ใช้พื้นที่ตรงนี้ฝากไปถึง พนง.เคเบิลเพชร อ่านแล้วอยากเปลี่ยน ร.พ.กันบ้างไหม ดูกันเอาพิจารณากันเอานะครับ ตลอดจน เคเบิลบ้านแหลม เคเบิลท่ายาง เคเบิลชะอำ และสื่อมวลชนเพชรบุรี และผู้ที่ใช้ประกันสังคม ที่เพชรรัชต์ด้วย
วันจันทร์ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553
ผลไม้ฤดูหนาว
แตงโม เนื้อฉ่ำน้ำ แก้ร้อนใส ช่วยขับปัสสาวะ
องุ่น อุดมด้วยโพแทสเซียมและ ไบโอฟลาโวนอยด์ช่วยป้องกันมะเร็งและโรคหัวใจ
ส้ม กินทุกวัน ป้องกันหวัด ลดคลอเรสเตอรอลในเลือด ป้องกันมะเร็งไส้ใหญ่
พุทรา ผลสดเนื้อกรอบ มีวิตามินเอและซี
มะขาม ให้พลังงานสูง เนื้อรสเปรี้ยว มีฤทธิ์ระบายและลดความร้อนในร่างกาย
ฝรั่ง มีโพแทสเซียม วิตามินซีและใยอาหาร บำรุงผิวพรรณต้านอนุมูลอิสระ
พลับ มีเบต้าแคโรทินวิตามินซี และ โพแทสเซียมที่เพียงพอต่อร่างกาย
แอ็ปเปิ้ล ลดคลอเรสเตอรอลในเลือด ช่วยย่อยอาหาร มีฤทธิ์ต้านเชื้อไวรัส
สตรอว์เบอร์รี่ มีแคลเซียม วิตามินเอและซีสูง ช่วยลดความดันโลหิต
สาลี่ ช่วยย่อยอาหาร มีปริมาณเส้นใยทางร่างกายต้องการในแต่ละวันพอเพียงผลไม้ฤดูร้อน
ขนุน ให้พลังงานสูงเนื้อสีเหลืองมีเบต้าแคโรทินช่วยต้านอนุมูลอิสระป้องกันมะเร็ง
มะม่วง ผลดิบมีเส้นใยอาหารสูงผลสุกมีวิตามินเอและซี มากช่วยเสริมภูมิคุ้มร่างกาย
ทับทิม กินทั้งเมล็ดได้วิตามินซีและใยอาหารสูง ช่วยลดไข้ บำรุงหัวใจ
ชมพู่ ให้พลังงานต่ำ มีใยอาหาร และวิตามินเอสูง เป็นยาบำรุงหัวใจ
สับปะรด มีใยอาหาร วิตามินซี และแมกนิเซียมสูง มีเอนไซม์ช่วยย่อยเนื้อ
แคนตาลูป เนื้อสีเหลืองมีเบต้าแคโรทินและวิตามินเอ ช่วยต้านอนุมูลอิสระ
มะเขือเทศ มีโพแทสเซียมสูง ผลสีแดงจากแคโรทินอยด์ ป้องกันมะเร็ง
มะละกอ รสฝาดเฝื่อน มีโปรตีนและวิตามินบีสูง ป้องกันอาการเลือดออกตามไรฟันมะเฟือง อุดมด้วยวิตามินเอ
และซี เสริมกระดูกและฟันให้แข็งแรงเป็นยาขับเสมหะ
สวนสยาม
ใน ระยะแรก บริษัทอมรพันธุ์นคร จำกัด ได้แบ่งโครงสร้างออกเป็น 2 ส่วน คือส่วนบ้านจัดสรร และส่วนสวนสยาม ต่อมาในเดือนพฤศจิกายน 2523 สวนสยาม ได้รับการจัดตั้งใหม่ ภายใต้การบริหารงานของบริษัท อมรพันธุ์นคร – สวนสยาม จำกัด เพื่อให้การดำเนินงานของสวนน้ำ สวนสนุกแห่งแรกที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยแห่งนี้ สามารถขยายตัวต่อไปได้อย่างไม่หยุดยั้ง พร้อมเปิดให้บริการเป็นวันแรกเมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2523 โดยได้รับความสนใจและการสนับสนุนจากกลุ่มผู้ใช้บริการต่างๆ อย่างกว้างขวาง ภายใต้ชื่อที่ติดปากประชาชนทั่วไปว่า “สวนสยาม ทะเล-กรุงเทพฯ”
ด้วยคำขวัญสั้นๆ ว่า “สวนสยาม…โลกแห่งความสุข สนุกไม่รู้ลืม” บนเนื้อที่กว่า 300 ไร่ ที่สามารถสรรสร้างความสุขสำหรับครอบครัวและหมู่เพื่อนฝูง ให้ได้พักผ่อนอย่างสนุกสนาน ตื่นเต้นกับเครื่องเล่นนานาชนิด หรือความสงบร่มรื่น อบอวลกลิ่นอายธรรมชาติเขียวชอุ่ม ท่ามกลางแมกไม้ เกลียวคลื่น สายลม และแสงแดด
นอกเหนือจากสวนน้ำ อันเป็นบริการเริ่มแรกของสวนสยาม ที่ยังคงความประทับใจและความนิยมได้จนกระทั่งทุกวันนี้แล้ว สวนสยาม ยังถูกสรรสร้างให้กลายเป็นอุทยานเอนกประสงค์ ที่ตรงกับความต้องการของผู้คนทุกเพศทุกวัยในครอบครัว ด้วยบริการต่างๆเหล่านี้
- สวนสนุก กับเครื่องเล่นมากมายร่วม 30 ชนิดสำหรับทั้งเด็กและผู้ใหญ่
- สวน สาระที่ให้ความรู้ควบคู่ไปกับการท่องเที่ยวแสนสนุก การจัดการแสดงอย่างต่อเนื่อง ทั้งการแสดงศิลปวัฒนธรรมของชาติไทย และการแสดงจากต่างประเทศเพื่อให้ประชาชนชาวไทย ได้มีโอกาสชมการแสดงระดับโลกโดยไม่ต้องเดินทางไกล ประหยัดค่าใช้จ่าย และร่วมกิจกรรมกันได้ทั้งครอบครัว ตัวอย่างการแสดงจากต่างชาติ เช่น Hot Ice เสก็ตน้ำแข็งจากประเทศอังกฤษ Cyber Magic การแสดงมายากลสุดตื่นเต้นจากสหรัฐอเมริกา ละครสัตว์จากรัสเซีย และหุ่นโคมไฟจื้อกงจากสาธารณรัฐประชาชนจีน เป็นต้น
- นอกจาก นี้ สวนสยามยังมุ่งมั่นในการสร้างเสริมกิจกรรมพิเศษในด้านสังคม และการศึกษา โดยเปิดโอกาสให้โรงเรียนต่างๆ เดินทางมาทัศนศึกษาเป็นหมู่คณะ พร้อมจัดสร้างบริเวณให้เป็นสัดส่วนสำหรับการเข้าค่ายลูกเสือ ประกอบด้วยฐานผจญภัย ที่พักแรม โดยสถาบันการศึกษาต่างๆ สามารถมาใช้บริการได้ในราคาประหยัด และยังสามารถจัดงานเลี้ยงสังสรรค์สำหรับงานครอบครัว และการจัดสัมมนา ฝึกอบรมให้กับบริษัท ห้างร้าน หน่วยงานต่างๆ ได้อีกด้วย
สวนสยาม ทะเล-กรุงเทพฯ ได้มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยนอกเหนือจากการเป็นอุทยานเอนกประสงค์เพื่อให้คนไทยได้มีโอกาสพักผ่อนร่วม กัน โดยประหยัดค่าใช้จ่าย และเป็นการหมุนเวียนกระจายรายได้ในท้องถิ่นแล้ว สวนสยาม ทะเล-กรุงเทพฯ ยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ขึ้นชื่อของประเทศไทย อันจะช่วยชักจูงนักท่องเที่ยวต่างชาติให้มาเที่ยวประเทศไทย และช่วยสร้างรายได้ให้แก่ประเทศอีกด้วย
ในปี พ.ศ. 2550-2553 นับเป็นช่วงเวลาที่ยิ่งใหญ่และการเติบโตก้าวที่สำคัญที่สุดครั้งหนึ่งของสวน สยาม ทะเล-กรุงเทพฯ ด้วยการนำเข้าและติดตั้งเครื่องเล่นระดับโลก ด้วยงบประมาณลงทุนกว่า 3,000 ล้านบาท ซึ่งทำให้สวนสยาม ทะเล-กรุงเทพฯ ผงาดขึ้นเป็นสวนพักผ่อนหย่อนใจ สวนน้ำ สวนสนุกที่สมบูรณ์แบบที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยเครื่องเล่นชั้นนำจำนวนกว่า 30 รายการ และทะเลเทียมที่ใหญ่ที่สุดในโลก รับรองโดย กินเนสส์ เวิลด์ เรคคอร์ดส พร้อมเปลี่ยนชื่อเป็น “สยามพาร์คซิตี้“ เพื่อให้สอดคล้องกับภาพลักษณ์ความเป็นสากล และความสมบูรณ์ครบถ้วนของผลิตภัณฑ์และบริการต่างๆ ที่มีความหลากหลายและคุณภาพสูงที่สุดในภูมิภาค นับเป็นความภาคภูมิและเป็นทรัพยากรทางการท่องเที่ยวที่มีค่าของประเทศไทย สิ่งต่างๆ ที่สวนสยามได้ดำเนินงานมาตลอดตั้งแต่ปี 2523 จนถึงปัจจุบัน นำมาซึ่งความภูมิใจที่มีส่วนช่วยเหลือประเทศชาติทั้งในด้านการท่องเที่ยว เศรษฐกิจ สังคม และการศึกษา เพื่อก่อให้เกิดความสุขแก่ผู้ใช้บริการทุกท่าน
สวนผึ้ง
สวนผึ้ง ขุนเขา แมกไม้ สายธาร ธรรมชาติใกล้กรุงเทพฯ
สวนผึ้ง เป็นอำเภอหนึ่งในจังหวัดราชบุรี ดินแดนวัฒนธรรมลุ่มน้ำแม่กลองและสายหมอกแห่งขุนเขาตะนาวศรี เป็นจังหวัดหนึ่งในภาคกลางด้านตะวันตกที่มี ภูมิประเทศหลากหลาย จากพื้นที่ที่ราบต่ำ ลุ่มแม่น้ำแม่กลองอันอุดม แหล่งเพาะปลูกพืชผักผลไม้เศรษฐกิจนานาชนิด สู่พื้นที่สูง ทิวเทือกเขาตะนาวศรีทอดตัวยาวทางทิศตะวันตกจรดชายแดนไทย-พม่า มีคำขวัญที่แสดงถึงความเป็นเอกลักษณ์ของอำเภอสวนผึ้งว่า "สาวกะเหรื่ยงเคียงถิ่นตะนาวศรี ลำภาชี แก่งส้มแมวแนวหินผา ธารน้ำร้อนบ่อคลึงตรึงติดตา น้ำผึ้งป่า หวานซึ้งตรึงใจ"
อำเภอสวนผึ้ง เดิมเป็นตำบลหนึ่งในอำเภอจองบึง เรียกว่า ตำบลสวนผึ้ง มีพื้นที่กว้างขวางมากมาย เต็มไปด้วยป่าไม้ ภูเขา การเดินทางไม่สะดวกนัก ทุรกันดาร ผู้คนที่อยู่ในท้องถิ่นนั้นส่วนใหญ่เป็นชาวไทยเชื้อสายกระเหรื่อง ต่อมารัฐบาลส่งหน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่มาพัฒนาตำบลสวนผึ้งแห่งนี้ในด้าน ต่างๆ ตั้งแต่เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2511-2514 ต่อมาวันที่ 15 พฤศจิกายน 2517 อำเภอจอมบึงถูกประกาศแบ่งพื้นที่ โดยกระทรวงมหาดไทยเพื่อตั้งเป็นกิ่งอำเภอ เรียกว่า กิ่งอำเภอสวนผึ้ง และหลังจากนั้นเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2526 ได้รับการยกฐานะเป็นอำเภอสวนผึ้ง

ผลไม้ 10 อันดับแรกที่มีเบต้าแคโรทีนสูงคือ
1. มะม่วงน้ำดอกไม้สุก
2. มะเขือเทศราชินี
3. มะละกอสุก
4. กล้วยไข่
5. มะม่วงยายกล่ำ
6. มะปรางหวาน
7. แคนตาลูปเนื้อเหลือง
8. มะยงชิด
9. มะม่วงเขียวเสวยสุก
10. สับปะรดภูเก็ต
ผลไม้ทั้งหมดนี้มีเนื้อสีเหลืองและสีเหลืองเข้ม
ส่วนผลไม้ที่ไม่มีเบต้าแคโรทีนเลย
1. แก้วมังกร
2. มะขามเทศ
3. มังคุด
4. ลิ้นจี่
5. สาลี่
10 อันดับแรกของผลไม้ที่มีวิตามินซีสูงคือ
1. ฝรั่งกลมสาลี่
2. ฝรั่งไร้เมล็ด
3. มะขามป้อม
4. มะขามเทศ
5. เงาะโรงเรียน
6. ลูกพลับ
7. สตรอเบอร์รี่
8. มะละกอสุก
9. ส้มโอขาว
10. แตงกวา
11. พุทราแอปเปิล
การศึกษานี้พบผลไม้ที่มีวิตามินอีสูง 10 อันดับแรกคือ
1. ขนุนหนัง
2. มะขามเทศ
3. มะม่วงเขียวเสวยดิบ
4. มะเขือเทศราชินี
5. มะม่วงเขียวเสวยสุก
6. มะม่วงน้ำดอกไม้สุก
7. มะม่วงยายกล่ำสุก
8. แก้วมังกรเนื้อสีชมพู
9. สตรอเบอร์รี่
10. กล้วยไข่
ผลไม้ที่มีเบต้าแคโรทีน วิตามินซี และวิตามินอีน้อยทั้ง 3 ตัว คือ สาลี่ องุ่น และแอปเปิล
วันพุธที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553
ผลไม้ต้านสารมะเร็ง

ผลไม้ 10 อันดับแรกที่มีเบต้าแคโรทีนสูงคือ
1. มะม่วงน้ำดอกไม้สุก
2. มะเขือเทศราชินี
3. มะละกอสุก
4. กล้วยไข่
5. มะม่วงยายกล่ำ
6. มะปรางหวาน
7. แคนตาลูปเนื้อเหลือง
8. มะยงชิด
9. มะม่วงเขียวเสวยสุก
10. สับปะรดภูเก็ต
ผลไม้ทั้งหมดนี้มีเนื้อสีเหลืองและสีเหลืองเข้ม
ส่วนผลไม้ที่ไม่มีเบต้าแคโรทีนเลย
1. แก้วมังกร
2. มะขามเทศ
3. มังคุด
4. ลิ้นจี่
5. สาลี่
10 อันดับแรกของผลไม้ที่มีวิตามินซีสูงคือ
1. ฝรั่งกลมสาลี่
2. ฝรั่งไร้เมล็ด
3. มะขามป้อม
4. มะขามเทศ
5. เงาะโรงเรียน
6. ลูกพลับ
7. สตรอเบอร์รี่
8. มะละกอสุก
9. ส้มโอขาว
10. แตงกวา
11. พุทราแอปเปิล
การศึกษานี้พบผลไม้ที่มีวิตามินอีสูง 10 อันดับแรกคือ
1. ขนุนหนัง
2. มะขามเทศ
3. มะม่วงเขียวเสวยดิบ
4. มะเขือเทศราชินี
5. มะม่วงเขียวเสวยสุก
6. มะม่วงน้ำดอกไม้สุก
7. มะม่วงยายกล่ำสุก
8. แก้วมังกรเนื้อสีชมพู
9. สตรอเบอร์รี่
10. กล้วยไข่
ผลไม้ที่มีเบต้าแคโรทีน วิตามินซี และวิตามินอีน้อยทั้ง 3 ตัว คือ สาลี่ องุ่น และแอปเปิล
ปลาหางนกยูง
| อาณาจักร | Animalia |
| ไฟลัม | Chordata |
| ชั้น | Actinopterygii |
| อันดับ | Cyprinodontiformes |
| วงศ์ | Poeciliidae |
| สกุล | Poecilia |
| สปีชีส์ | P. reticulata |
- Acanthocephalus guppii
- A. reticulatus
- Girardinus guppii
- G. petersi
- G. poeciloides
- G. reticulatus
- Haridichthys reticulatus
- Heterandria guppyi
- Lebistes poecilioides
- L. reticulatus
- Poecilia poeciloides
- Poecilioides reticulatus
ปลาหางนกยูง (Guppy) ปลาน้ำจืดขนาดเล็กชนิดหนึ่ง มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Poecilia reticulata ในวงศ์ปลาสอด (Poeciliidae) เป็นปลาน้ำจืดที่มีขนาดเล็ก มีความยาวเต็มที่ไม่เกิน 5 นิ้ว มีจุดเด่นคือครีบหางที่มีขนาดใหญ่ ตัวผู้และตัวเมียมีความแตกต่างกันจนเห็นได้ชัด กล่าวคือ ตัวผู้มีขนาดลำตัวที่เล็กกว่ามาก แต่มีสีสันและครีบที่สวยงามกว่า ขณะที่ตัวเมียตัวใหญ่กว่า ท้องอูม สีสันและครีบเครื่องเล็กกว่า
มีการกระจายพันธุ์บริเวณทวีปอเมริกากลางจนถึงอเมริกาใต้ อาศัยอยู่ในแหล่งน้ำจืดจนถึงน้ำกร่อยที่มีกระแสน้ำไหลเอื่อย ๆ เป็นปลาอาศัยอยู่รวมเป็นฝูง หากินบริเวณผิวน้ำ โดยกินทั้งพืชและสัตว์น้ำรวมถึงแมลงหรือตัวอ่อนแมลงขนาดเล็กด้วย
ปลาหางนกยูงเป็นปลาที่เป็นที่รู้จักกันดีในฐานะที่เป็นปลาสวยงาม ในประเทศไทยได้มีการนำเข้ามาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 โดยนิยมเลี้ยงกันในอ่างบัว เพราะเป็นปลาที่เลี้ยงง่ายมาก มีสีสันสวยงาม สามารถเลี้ยงรวมกันเป็นฝูงได้ จากการเป็นปลาผิวน้ำและเป็นปลาขนาดเล็ก ทำให้การเลี้ยงปลาหางนกยูงในอ่างบัว ไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องให้ออกซิเจนเหมือนปลาชนิดอื่น ๆ อีกทั้งการแพร่ขยายพันธุ์ก็กระทำได้ง่ายมาก เนื่องจากเป็นปลาที่ปฏิสนธิภาย ในตัว และออกลูกเป็นตัว โดยปลาตัวเมียเมื่อได้รับการผสมแล้วจะสามารถให้ลูกไปได้ราว 2-3 ครอก ซึ่งการขยายพันธุ์ก็เพียงแค่จับปลาตัวผู้และตัวเมียมาเลี้ยงไว้รวมกันก็ สามารถให้ลูกได้แล้ว โดยปลาที่มีความพร้อมที่จะขยายพันธุ์จะมีอายุตั้งแต่ 3 เดือนขึ้นไป
ปัจจุบัน ปลาหางนกยูงได้ถูกพัฒนาสายพันธุ์ให้มีสีสันและลวดลายรวมทั้งขนาดลำตัวให้แตก ต่าง สวยงามไปจากพันธุ์ดั้งเดิมในธรรมชาติเยอะมาก มีหลายสายพันธุ์ เช่น ทักซิโด้, กร๊าซ, คอบร้า, โมเสค , หางดาบ, นีออน เป็นต้น
จากความเป็นปลาที่เลี้ยงง่าย ขยายพันธุ์ง่าย ทำให้กระทรวงสาธารณสุขได้รณรงค์ให้คนไทยเลี้ยงปลาหางนกยูงไว้ในภาชนะที่ใส่น้ำในบ้านเพื่อกินลูกน้ำและยุงเพื่อเป็นการป้องกันโรคต่าง ๆ ที่เกิดจากยุง โดยเรียกว่า "ปลากินยุง" และในปัจจุบัน ปลาหางนกยูงได้กลายเป็นชนิดพันธุ์ต่างถิ่นชนิด หนึ่งในประเทศไทยไปแล้ว มีการพบในแหล่งน้ำธรรมชาติทั่วไปปะปนกับปลาขนาดเล็กพื้นเมืองทั้งหลาย ซึ่งปลาหางนกยูงส่วนใหญ่ในธรรมชาติที่พบนั้น จะมีลำตัวใส ไม่มีลวดลายทั้งนี้เนื่องจากเป็นผลจากการผสมภายในสายเลือดเดียวกัน
ศาลหลักเมือง
วัดทุ่งศรีเมือง ตั้งอยู่บริเวณถนนหลวง ในเขตเทศบาลนครอุบลราชธานี อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี ทางทิศตะวันออกของทุ่งศรีเมือง เมื่อเนื้อที่ 19 ไร่ 2 งาน 23 ตารางวา สันนิษฐานสร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2356 ตรงกับรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 ในยุคสมัยสมเด็จกรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์ ข้าหลวงต่างพระองค์ ได้ตกลงกับเจ้าของที่ดินหลายคน ยกที่ดิน (ที่ทำนา) ให้กับทางราชการ แรกๆ ชาวเมืองเรียกว่า "ทุ่งศรีเมือง" แต่เนื่องจากทุ่งแห่งนี้ เป็นที่รวมของการจัดงานมหกรรมใหญ่ๆ เช่น งานเฉลิมพระชนมพรรษา งานรัฐธรรมนูญ เป็นต้น และเป็นทุ่งประดับเมือง จึงเรียกว่า "ทุ่งศรีเมือง"
เจ้า คุณพระอริยาวงศาจารย์ญาณวิมล อุบลสังฆปาโมกข์ (สุ้ย หลักคำ) แห่งวัดป่าแก้วมณีวัน คือวัดมณีวนาราม ในปัจจุบัน ท่านมีอัธยาศัยน้อมไปทางวิปัสสนากรรมมัฎฐาน ซึ่งท่านก็ได้มา เจริญสมณะธรรม อยู่พื้นหญ้า ป่าหว้าชายดงอู่ผึ่ง ชายเมืองอุบลราชธานี เพราะเป็นที่สงบสงัด จึงได้มาเจริญสมณะธรรมอยู่บ่อยๆ ที่นั่นคือ บริเวณวัดทุ่งศรีเมืองในปัจจุบันนั้นเอง ภายหลังลูกศิษย์ของท่าน ก็ได้ตามออกมาเจริญกรรมัฏฐานเป็นจำนวนมาก
ต่อมาภายหลังจึงได้สร้างหอพระพุทธบาทขึ้น ณ ท่ามกลางบริเวณที่เจริญสมณะธรรม โดยมีจุดประสงค์ที่จะจำลองพระพุทธบาท จำลองให้คนได้กราบไหว้ของพุทธบริษัทที่อุบลราชธานี ไม่ต้องเดินทางไปที่สระบุรี โดยให้ครูช่างชาวเวียงจันทน์ เป็นช่างดำเนินการก่อสร้าง ซึ่งมีความกว้าง 6 เมตร ยาว 13 เมตร หลังคาทรงไทยศิลปะเวียงจันทร์ ต่อมาได้พูนดินบริเวณลานหอพระพุทธบาท เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำท่วมในฤดูฝน โดยได้สร้างเป็นเขื่อนกำแพงแก้วหอพระพุทธบาท มีสองชั้นรอบๆพระพุทธบาท ขนาดกว้าง 23 เมตร ยาว 32 เมตร พูนให้สูงเหมือนเป็นฐานรองรับหอพระพุทธบาท โดยได้ขุดเอาดินมาจาดสระด้านทิศเหนือ ซึ่งมีขนาดกว้าง 13 เมตร ยาว 24 เมตร ลึก 3 เมตร ซึ่งสระนี้ ต่อมาภายหลังได้สร้างหอไตรไว้กลางน้ำ จึงได้ ซื่อว่า "สระหอไตร"
เมื่อขุดหอไตรแล้ว ปรากฎว่า ดินที่จะนำมาพูนหอพระบาทยังไม่พอ ก็ได้ขุดสระอีก 1 สระทางด้านทิศตะวันตกของวัด สระนี้เรียกว่า "สระหนองหมากแซว" เพราะมีต้นหมากแซวใหญ่ต้นหนึ่งอยู่ข้างสระ ซึ่งสระนี้ขุดลึกประมาณ 3 เมตร กว้างและยาวพอๆ กับสระหอไตร
เมื่อนำดินจากทั้ง 2 สระมาพูน จนเสร็จเรียบร้อยแล้ว ปลายสมัยหลวงปู่พระครูวิโรจน์รัตนโนบล เป็นจ้าอาวาสวัดทุ่งศรีเมือง ได้ปูกระเบื้องซีเมนต์ที่ลานหอพระบาทและได้สร้างกำแพงแก้ว ล้อมรอบที่ซุ้มประตูด้านทิศเหนือ, ใต้และทิศตะวันตก ส่วนทางทิศตะวันออก ได้สร้างภายหลัง และทางด้านทิศตะวันออก พระครูราชโนบล ได้สร้างให้มีขนาดใหญ่ที่สุด เพราะเป็นทางเข้าและอยู่หน้าหอพระบาท ซึ่งหอพระบาทนี้มีขนาดกว้าง 20 เมตร ยาว 12 เมตร ซึ่งได้จำลองมาจากวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร กรุงเทพมหานคร
เมื่อสร้างหอพระพุทธบาทสร้างแล้ว ก็ได้สั่งให้ญาคูช่าง สร้างหอไตรที่สระกลางน้ำ โดยมีจุดประสงค์ในการสร้าง เพื่อเป็นที่เก็บรักษาพระไตรปิฎก ไม่ให้แห้งและกรอบมากเกินไป เพราะอากาศสดชื่น มีไอน้ำประสม และเพื่อกันปลวก มิให้ทำลายพระไตยปิกฎให้เสียหาย แต่ปัจจุบัน ก่อนที่พระราชรัตนโนบลมาปกครองวัด พระไตรปิฎกได้สูญหายไปแล้ว
เมื่อได้สร้างหอพระพุทธบาทและหอไตรกลางน้ำเสร็จแล้ว เพื่อให้มีคนเฝ้ารักษาวัด คือได้สร้างกุฎิเป็นที่อยู่ของพระภิกษุและสามเณรต่อไป เพราะวัดนี้ตั้งอยู่ปลายทุ่ง ท่ามกลางเมืองอุบลราชธานี จึงได้ชื่อว่า ทุ่งศรีเมือง เป็นเหตุให้ทุ่งนาท่ามกลางเมืองอุบลราชธานี ได้ชื่อว่าทุ่งศรีเมืองตามไปด้วย
เมื่อ พ.ศ.2458 พระครูวจีสุนทร เจ้าคณะอำเภอม่วงสามสิบ ท่านพระครูวิโรจน์รัตโนบล เป็นเจ้าอาวาส ได้พาพระเณร ไปทำพลับพลา ตัดเสาศาลาการเปรียญที่คำน้ำแซบ วัดวารินทรารามในปัจจุบัน สมัยนั้นมีแต่ป่า ยังไม่มีบ้านเรือนคน และค่ายทหาร แต่เมื่อตัดเสาได้แล้ว ก็สร้างล้อลากลงแม่น้ำมูลข้ามมาสร้างศาลาการเปรียญ โดยในวันไหนมีการล่องมูล จะให้ชาวบ้านที่หาปลา หรือคนที่อยู่แถวนั้นมาช่วย เพราะเสาต้นใหญ่มาก บางวันต้องใช้กลองยาวตีเร้าใจ เพื่อให้จังหวะครั้นลากเสามาถึงวัดแล้ว ก็จัดแจงตกแต่งศาลาการเปรียญ ครั้นเตรียมการเสร็จแล้ว ก็ได้ป่าวประกาศเชิญชวนทำบุญปลูกศาลาการเปรียญ ยกศาลาและสร้างต่อจนเสร็จ
เมื่อสร้างศาลาการเปรียญเสร็จแล้ว วัดเหนือท่าร้าง ทางราชการจะสร้างเป็นสถานีอนามัย พระเจ้าใหญ่ในศาลาการเปรียญวัดเหนือท่า ไม่มีพระสงฆ์อยู่ดูแล พระครูวิโรจน์รัตโนบล จึงได้นำญาติโยมไปอาราธนา มาเป็นพระประธานที่ศาลาการเปรียญวัดทุ่งศรีเมือง
สะพานเสรีประชาธิปไตย
|
น.พ.บัณฑิต เชาวกุล รองประธานหอการค้า/ผอ.รพ.อุบลรักษ์ - ธนบุรี/ประธานสภาเทศบาลนครอุบลราชธานี คุณนิมิต สิทธิไตรย์ รองประธาน/เลขาธิการ/ประธานฝ่ายวารสารหอการค้าอุบลฯ และคุณสุเทพ แก้ว วรสูตร บรรณาธิการ วารสารข่าว หอการค้าอุบลฯ ได้ยกเรื่องนี้ สอบถามในห้องประชุมใหญ่ ศาลากลางจังหวัดอุบลราชธานี เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2543 เพราะสงสัยว่า... ชื่อสะพานแห่งนี้ ทำไมพ้องกับระบอบการปกครอง (ไม่เหมือนลักษณะชื่อสะพานโดยทั่วไป) ใครเป็นคนตั้งชื่อ? และสะพานเสรีประชาธิปไตย มีประวัติความเป็นมาอย่างไร? ชาวอุบลฯ สนใจหรือพอใจชื่อสะพานแห่งนี้หรือไม่? มีการวิพากษ์วิจารณ์หรือต่อต้านอย่างไรบ้างหรือเปล่า? ผู้เขียนได้ตอบข้อสงสัยข้างต้น พร้อมกับเล่าประวัติสะพานพอสังเขป แต่ไม่จุใจ ให้เขียนบทความเกี่ยวกับสะพานแห่งนี้ จะได้รายละเอียดมากกว่า และเผยแพร่ให้ผู้สนใจได้ทราบด้วย เพื่อจะไม่เป็น "ห้องสมุดเฉพาะตัวบุคคล"

สะพานเสรีประชาธิปไตยเริ่มก่อสร้าง โดยใช้เรือปั้นจั่นขนาดใหญ่ ตอกเสาเข็มกลางแม่น้ำมูล เพื่อสร้างตอม่อและเสาสะพาน
ชาวอุบลฯ ตื่นเต้นดีใจ ใช้ภาพถ่ายเป็นบัตรอวยพรปีใหม่ 2496
เริ่มการก่อสร้างสะพาน
สังเกตจากภาพถ่าย ภาพแรกจะเห็นว่าสะพานเสรีประชาธิปไตย เริ่มก่อสร้างเมื่อปี พ.ศ. 2496 ค่าก่อสร้าง แปดล้านบาทเศษ จากงบประมาณแผ่นดิน โดยกรมโยธาเทศบาล (กรมโยธาธิการในปัจจุบัน) เป็นหน่วยงานออกแบบ และควบคุมการก่อสร้าง สะพานกว้าง 9.00 เมตร ยาว 450.00 เมตร วิศวกรผู้ควบคุมงานก่อสร้างสะพานแห่งนี้ชื่อ คุณประสิทธิ์ สุทัศน์กุล (ต่อมาดำรงตำแหน่งโยธาเทศบาล จังหวัดอุบลราชธานีคนแรก และเป็นเขยเมืองอุบลฯ แต่งงานกับคุณสุเพ็ญ ทองหล่อ รองนางงามมิตรภาพ พ.ศ. 2495 บุตรสาวพันตำรวจตรี หมื่นชิต ธุรชน บ้านอยู่ที่มุมถนนพนมบรรจบกับถนนพโลชัย) บริษัท กำจรก่อสร้าง เป็นผู้รับเหมาสร้างสะพานนี้
ชาวอุบลฯ วิจารณ์การสร้างสะพาน
บริษัทผู้ก่อสร้าง ได้จัดทำหุ่นจำลอง (Model) สะพานขนาดเล็กไว้ ณ ที่ทำการชั่วคราวของบริษัท ปลายถนนอุปราชริมฝั่งแม่น้ำมูล รูปร่างลักษณะเหมือนในแบบแปลนทุกประการ แต่ย่อส่วน ชาวอุบลฯ ทั่วไปวิจารณ์เรื่องโครงสร้างของสะพานอย่างกว้างขวาง เนื่องจากโครงสร้างของสะพานข้ามแม่น้ำสายสำคัญในสมัยนั้น ส่วนบนของสะพาน จะต้องเป็นโครงเหล็ก ยึดโยงเชื่อมกันอย่างแข็งแรง ส่วนตอม่อรับพื้นสะพาน ก็ต้องเป็นแท่งคอนกรีตเสริมเหล็กขนาดใหญ่โต เต็มความกว้างของสะพาน ตัวอย่างเช่น สะพานพระพุทธยอดฟ้าฯ สะพานพระราม 6 ข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา ที่กรุงเทพฯ สะพานนวรัฐ ที่เชียงใหม่ สะพานเดชาติวงศ์ ที่นครสวรรค์ เป็นต้น
แต่โครงสร้างของสะพานข้ามแม่น้ำมูล ที่กำลังก่อสร้างในปี พ.ศ. 2496 - 2497 ไม่มีโครงเหล็กยึดโยงเชื่อมกัน เพื่อความเชื่อมั่นในความแข็งแรง สำหรับตอม่อสะพาน ก็เป็นเพียงเสา 3 ต้น ไม่ใหญ่ไม่โตเท่าไรนัก ตั้งห่างกันเป็นระยะไม่น่าจะรับน้ำหนักตัวสะพานได้ ส่วน "คาน" ของสะพาน แทนที่จะเป็นแท่งคอนกรีตทึบ หนักแน่นมันคง แต่กลับเป็นคอนกรีตโปร่งรูปเหลี่ยม ลักษณะเหมือนลูกกรงระเบียงมากกว่าที่จะเป็นคานรับน้ำหนักของสะพาน ทางเดินเท้าก็ไม่มีเสารับ ยื่นออกจากตัวสะพานลอยๆ กลัวว่าจะหักลงมา 
สรุปแล้ว สะพานข้ามแม่น้ำมูลแห่งนี้ เป็นลักษณะของสะพานข้ามคลองเล็กๆ มากกว่าจะเป็นสะพานข้ามแม่น้ำสายสำคัญ ซึ่งสะพานมีความยาว 450.00 เมตร เป็นสะพานยาวที่สุดในประเทศไทยสมัยนั้น ชาวอุบลฯ ต่างวิตก วิจารณ์กันโดยทั่วไป แม้จะได้รับการชี้แจงว่า โครงสร้างของสะพาน เป็นการออกแบบตามหลักวิชาการสมัยใหม่ แต่ก็ไม่คลายกังวล
การตั้งชื่อสะพาน
เมื่อการก่อสร้างสะพานใกล้จะแล้วเสร็จ จะต้องตั้งชื่อสะพานแห่งนี้ ก่อนที่จะมีพิธีเปิดเป็นทางการ จึงให้ชาวอุบลฯ แสดงความคิดเห็นในการตั้งชื่อสะพาน เพื่อความมีส่วนร่วม ปรากฏว่าการตั้งชื่อสะพาน แยกความคิดเห็นเป็น 3 แนวทาง
แนวทางที่ 1 กลุ่ม ส.ส. อุบลฯ สมัยนั้น มีนายยงยุทธ พึ่งพบ เป็นต้น ออกใบปลิวแจ้งว่า ผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการก่อสร้างสะพานแห่งนี้คือ "พันเอกหลวงบูรกรรมโกวิท" อธิบดีกรมโยธาเทศบาล เป็นผู้สรรหางบประมาณมาก่อสร้าง ด้วยการแปรญัตติจากโครงการต่างๆ ควรตั้งชื่อสะพานนี้ว่า "บูรกรมโกวิท" หรือ "บูรกรมเนรมิต" แต่ชาวบ้านไม่เห็นด้วย เพราะเป็นเรื่องส่วนบุคคล มิใช่ส่วนรวม
แนวทางที่ 2 กลุ่มข้าราชการบำนาญ ซึ่งเป็นผู้เฒ่า ผู้แก่ของเมืองอุบลฯ ประกอบด้วย ขุนสาธก ศุภกิจ อดีตสรรพากรจังหวัด ขุนวรเวธวรรณกิจ อดีตศุภมาตราจังหวัด ขุนวรวาทพิสุทธิ์ อดีตศึกษาธิการจังหวัด ขุนอุทารระบิล อดีตปลัดเทศบาลเมืองอุบลฯ ขุนวิเลขกิจโกศล อดีตสมุหบัญชีเทศบาลเมืองอุบลฯ ชุดก่อตั้ง ได้แสดงความคิดเห็นว่า พระมหากษัตริย์ทรงตั้งพระบรมวงศานุวงศ์ให้ทรงกรม โดยนำชื่อจังหวัดต่างๆ มาตั้งพระนามบรรดาศักดิ์หรือราชทินนาม เช่น กรมขุนสุโขทัยธรรมราชา (รัชกาลที่ 7) กรมหลวงสงขลานครินทร์ (พระบรมราชชนกฯ) แต่จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งเป็นจังหวัดใหญ่ เป็นหัวเมืองเอก มีชื่อว่า "ราชธานี" แห่งเดียวของประเทศ ยังไม่มีการนำชื่อจังหวัดอุบลฯ มาตั้งพระนามาบรรดาศักดิ์ หรือราชทินนาม พระบรมวงศานุวงศ์พระองค์ใดเลย แต่ชาวอุบลฯ ภาคภูมิใจที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดช ทรงตั้งพระนามสมเด็จพระเจ้าลูกเธอพระองค์แรกว่า "อุบลรัตน์ราชกัญญาฯ" จึงสมควรขอพระราชทานนาม "อุบลรัตน์" มาเป็นชื่อสะพานแห่งนี้ เพื่อเป็นสิริมงคลตลอดไป (แม้ว่าพระนาม "อุบลรัตน์" จะมิได้เป็นชื่อของสะพาน ตามความมุ่งหวังของหลักชัยไม้เท้าชาวอุบลฯ แต่อีก 12 ปีต่อมา (พ.ศ. 2509) ชาวอุบลฯ ทั้งหลายก็ปลาบปลื้มใจ ที่ได้รับพระราชทานนาม "วัดศรีอุบลรัตนาราม" แทนวัดศรีทองเดิม สมควรปรารถนาตามเจตนารมย์ทุกประการ)
แนวทางที่ 3 กลุ่มคณะกรรมการหาทุนสร้างอนุสาวรีย์ "พระวอ-พระตา" และแนวร่วมต่างๆ แสดงความคิดเห็นว่า ควรตั้งชื่อสะพานนี้ว่า "สะพานพระวอ-พระตา" เพื่อเป็นอนุสรณ์แก่ผู้สร้างเมืองอุบลฯ เช่นเดียวกับ สะพานปฐมบรมราชานุสรณ์" สร้างเพื่อเทอดพระเกียรติสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก พระผู้สร้างกรุงเทพมหานคร
แนวทางตั้งชื่อสะพานทั้ง 3 แนวทาง ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างเต็มที่ แต่ยังหาข้อยุติไม่ได้ กำหนดการจะเปิดสะพานก็ใกล้เข้ามาทุกที จังหวัดจึงรวบรวมความเห็นทั้ง 3 แนวทาง ให้รัฐบาลตัดสินชี้ขาด รัฐบาลสมัยนั้น มีจอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี กำลังต่อสู้กับลัทธิคอมมูนิสต์ ซึ่งเป็นการปกครองระบอบเผด็จการ แต่เขาเรียกลัทธิของเขาว่า ประชาธิปไตย อีกแบบหนึ่ง จอมพล ป. พิบูลสงคราม จึงรณรงค์ให้โลกรู้ว่า การปกครองของไทย เป็นการปกครองแบบ "เสรีประชาธิปไตย" (Free -Democracy) ทุกสิ่งทุกอย่างในประเทศไทย จะต้องเป็นเสรีประชาธิปไตย เพื่อต่อต้านระบอบเผด็จการของคอมมูนิสต์ แม้แต่ชื่อสะพานก็เป็น "สะพานเสรีประชาธิปโตย" 
สะพานแห่งนี้ มีการวิตกวิจารณ์กันว่า น่าจะไม่มั่นคง แต่ก็ดำรงคงอยู่คู่เมืองอุบลฯ เป็นเวลา 36 ปี จึงหมดอายุการใช้งาน ผู้เขียนได้รับเชิญร่วมพิจารณาสร้างสะพานใหม่ แทนสะพานนี้เมื่อปี 2532 ที่กรมโยธาธิการ สะพานชื่อเดิมแต่สร้างใหม่ ณ สถานที่เดิม เปิดใช้ปี 2535 ซึ่งเป็นปีที่อุบลราชธานีอายุครบ 200 ปี คู่ขนานกับ "สะพานรัตนโกสินทร์ 200 ปี" จังหวัดอุบลราชธานี เป็นที่เตือนใจว่า สะพานเสรีประชาธิปโตยเดิม แม้จะหมดสภาพไปตามอายุขัย ก็มีสะพานเสรีประชาธิปไตยใหม่ ขึ้นมาแทนที่ และจะสถิตย์สถาพรตลอดไป เช่นเดียวกับ ระบอบประชาธิปไตย คู่กับประเทศไทย
วันจันทร์ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553
ปัญหาสิ่งแวดล้อม
2. การขยายตัวของเมือง การขยายตัวของชุมชนหรือเมือง ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมตามธรรมชาติต่าง ๆ ด้วย เนื่องจากการขยายตัวของ เมืองอย่างรวดเร็วจะทำให้เกิดปัญหาการขาดการวางแผนการวางผังเมืองไว้ล่วงหน้า ทำให้เกิดปัญหาขึ้นอีกทั้งการขยายตัว ของเมือง ปกติแล้วจะเกิดการขยายตัวของอุตสาหกรรมเกิดขึ้นด้วย และในขั้นตอนต่าง ๆ ของโรงงานอุตสาหกรรมถ้าหากขาดการวางแผน และการควบคุมที่ดีก็จะส่งผลต่าง ๆ ต่อสิ่งแวดล้อมมากมาย
3. การใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ เทคโนโลยีสมัยใหม่ที่นำมาใช้ในทางการผลิตด้านการเกษตร โดยการใช้สารเคมีต่าง ๆ เช่น ปุ๋ย และยาฆ่าแมลงทำให้เกิดการตกค้าง ของสารเหล่านี้ในดิน และอาจขยายไปสู่แหล่งน้ำและแหล่งต่าง ๆ ในระบบนิเวศ จนเกิดผลต่าง ๆ ตามมา รวมถึงเกิดการสะสม ในสายใยอาหารทางด้านอุตสาหกรรม สารที่ใช้ในกระบวนการผลิตและสารที่เป็นผลเกิดจากกระบวนการผลิต เช่น ตะกั่ว ปรอท สารหนู เป็นต้น จะเป็นอันตรายต่อสุขภาพและมีขั้นตอนการกำจัดส่วนที่ตกค้าง ( Residuals ) ให้หมดสิ้นไปได้ยาก และจะเกิดผลกระทบต่าง ๆ ตามมาอีกมากมาย
4. การสร้างสิ่งก่อสร้างต่าง ๆ การสร้างถนน อ่างเก็บน้ำ เขื่อน นับว่าเป็นสาเหตุใหญ่ที่ทำให้ทรัพยากรหลัก เช่นป่าไม้ถูกทำลาย ทรัพยากรดิน น้ำ สัตว์ป่าจึงพลอย ได้รับ ผลกระทบกระเทือนตามไปด้วย ทำให้มนุษย์เข้าสู่พื้นที่ป่าที่เหลือได้ง่ายกว่าเดิม เนื่องจากการไปมาสะดวก การทำลายจึง เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เมื่อป่าเสื่อมโทรมหรือหมดไป ถิ่นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าถูกทำลาย โอกาสถูกล่ามีมากขึ้น สัตว์บางชนิดหาอาหาร เป็นไปด้วยความยากลำบาก ในที่สุดก็สูญพันธุ์ไป เป็นต้น
5. การกีฬา ส่วนใหญ่เกิดกับทรัพยากรสัตว์ป่า เช่นการยิงนก ตกปลา และการล่าสัตว์เป็นต้น ถ้าทำเพื่อการกีฬาที่แท้จริงก็ไม่มีปัญหา เรื่องการ ทำลายทรัพยากรธรรมชาติมากนัก แต่เมื่อใดที่เป็นการแข่งขันเพื่อทำสถิติด้านจำนวน ขนาดอาวุธร้ายแรงและทันสมัย จะถูกนำมา ใช้มากยิ่งขึ้น สัตว์ป่าที่ได้มาก็จะนำส่วนหนึ่งของที่ได้หรือบางส่วนของร่างกายไปเป็นอาหาร หรือเครื่องใช้เท่านั้น ส่วนที่เหลือจะทิ้ง ไว้ในป่า ซึ่งเป็นการกระทำที่ไม่คุ้มกับการสูญเสียชีวิตและพันธุกรรมของสัตว์ป่า
6. การสงคราม ก่อให้เกิดการกระตุ้นให้นำทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่มาใช้มากขึ้น การนำทรัพยากรแร่ธาตุมาใช้เพื่อการผลิตอาวุธและเครื่องมือต่าง ๆ ซึ่งสุดท้ายก็ถูกทำลายไป บางครั้งต้องเร่งขุดเจาะน้ำมันดิบเพื่อขาย แล้วนำเงินตราไปซื้ออาวุธที่ทันสมัยมี ประสิทธิภาพการทำลายสูง มาต่อสู้ซึ่งกันและกัน ผลของสงครามก็คือการสูญเสียทั้งสองฝ่ายในด้านทรัพยากรมนุษย์หรือทรัพยากรอื่น ๆ เช่นการทิ้งระเบิด ทำลายชีวิตและทรัพยากรของมนุษย์ซึ่งเป็นทรัพยากรธรรมชาติการทำลายบ่อน้ำมันของอีรักในปี พ . ศ . 2536 ทำให้สูญเสียทรัพยากร ซึ่งต้องใช้เวลาเป็นล้าน ๆ ปีในการเกิดไปอย่างน่าเสียดายและยังส่งผลเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมเกือบทั่วโลก
7. ความไม่รู้หรือรู้เท่าไม่ถึงการณ์ หลาย ๆ ครั้งที่คนเราทำลายสิ่งแวดล้อมเพราะความไม่รู้ถึงสาเหตุและผลกระทบ ขาดข้อมูลความเข้าใจที่ถูกต้อง ทำให้เราเข้าถึง และสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมแตกต่างกัน ในขณะที่นักอนุรักษ์นึกถึงสิ่งแวดล้อมในรูปของระบบนิเวศของธรรมชาติ ป่าไม้และสัตว์ป่า แต่ภาคอุตสาหกรรมกลับนึกถึงวัตถุดิบที่เป็นปัจจัยในการผลิตเป็นต้นทุนนักเศรษฐศาสตร์ จะนึกถึงทรัพยากรที่ต้องใช้ให้คุ้มค่า ชาวนาจะนึกถึงฝน ภาคท่องเที่ยวนึกถึงเงิน การทำการเกษตรที่ไม่ถูกต้องของเกษตรกร ฯลฯ สังคมยังขาดความเข้าใจถึง สิ่งแวดล้อมในลักษณะรวมที่เป็นความสัมพันธ์ของสิ่งต่าง ๆ ที่เมื่อเกิดความเสียหายที่ใดที่หนึ่งก็จะมีผลกระทบแก่กันและ กันบางครั้งลืมไปว่า ความสนุกชั่วครู่ชั่วยามของตนเป็นสิ่งที่ทำลายความเป็นธรรมชาติและความงดงามของสถานที่
ปัญหาโลกร้อน
ภาวะโลกร้อนคืออะไร ภาวะโลกร้อนหมายถึงอะไร
มุสลิมไทยดอทคอม ภาวะโลกร้อนคืออะไร ภาวะโลกร้อนหมายถึงอะไร
สมัยก่อนเคยมีคำถามไหมว่า ภาวะโลกร้อนคืออะไร คิดว่าไม่มี หรือว่ามี ก็แล้วแต่ ก็ไม่คิดไม่ฝันนิ แต่สมัยนี้คำๆนี้ ภาวะโลกร้อน อินเทรนด์สุด ชอบมีคำถามที่ถามกันอยู่เสมอๆว่า ภาวะโลกร้อนคืออะไร ภาวะโลกร้อนหมายถึงอะไร ภาวะโลกร้อนเกิดขึ้นได้อย่างไร หรือ อะไรคือภาวะโลกร้อน หันไปทางซ้ายก็ โลกร้อน หันขวาก็ โลกร้อน เอาเป็นว่าทุกทิศทุกทางโลกร้อนกันหมด
ภาวะโลกร้อน (Global Warming) หรือ ภาวะภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง (Climate Change) เป็นปัญหาใหญ่ของโลกเราในปัจจุบัน สังเกตได้จาก อุณหภูมิ ของโลกที่สูงขึ้นเรื่อยๆ สาเหตุหลักของการเกิดภาวะโลกร้อน คือ ปัญหาก๊าซเรือนกระจก (Greenhouse gases)ยังสงสัยอยู่มั๊ยว่า ภาวะโลกร้อนคืออะไร ? งั้นมาอ่านกันต่อ ปรากฏการณ์เรือนกระจก มีความสำคัญกับโลก เพราะก๊าซจำพวก คาร์บอนไดออกไซด์ หรือ มีเทน จะกักเก็บความร้อนบางส่วนไว้ในในโลก ไม่ให้สะท้อนกลับสู่บรรยากาศทั้งหมด มิฉะนั้น โลกจะกลายเป็นแบบดวงจันทร์ ที่ตอนกลางคืนหนาวจัด (และ ตอนกลางวันร้อนจัด เพราะไม่มีบรรยากาศ กรองพลังงาน จาก ดวงอาทิตย์) ซึ่งการทำให้โลกอุ่นขึ้นเช่นนี้ คล้ายกับหลักการของ เรือนกระจก (ที่ใช้ปลูกพืช) จึงเรียกว่า ปรากฏการณ์เรือนกระจก (Greenhouse Effect) ซึ่งเป็นปัญหาให้เกิดภาวะโลกร้อนได้ไง
แต่การเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องของ CO2 ที่ออกมาจาก โรงงานอุตสาหกรรม รถยนต์ หรือการกระทำใดๆที่เผา เชื้อเพลิงฟอสซิล (เช่น ถ่านหิน น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ หรือ สารประกอบไฮโดรคาร์บอน ) ส่งผลให้ระดับปริมาณ CO2 ในปัจจุบันสูงเกิน 300 ppm (300 ส่วน ใน ล้านส่วน) เป็นครั้งแรกในรอบกว่า 6 แสนปี
ซึ่ง คาร์บอนไดออกไซด์ ที่มากขึ้นนี้ ได้เพิ่มการกักเก็บความร้อนไว้ในโลกของเรามากขึ้นเรื่อยๆ จนเกิดเป็น ภาวะโลกร้อน ดังเช่นปัจจุบัน

.bmp)



